วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563

โครงการคืนคุณแผ่นดิน ทุ่ม 10 ล้านซื้อผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน ชาวบ้านแห่ขายสินค้าผ่านแอฟ M-Help Me เสริมการขาย ขยายตลาด หนุนชุมชนเติบโตยั่งยืน

 โครงการคืนคุณแผ่นดิน ทุ่ม 10 ล้านซื้อผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน

ชาวบ้านแห่ขายสินค้าผ่านแอฟ M-Help Me

เสริมการขาย ขยายตลาด หนุนชุมชนเติบโตยั่งยืน

               โครงการคืนคุณแผ่นดิน เดินหน้าพัฒนาสังคมไทย ผนึกสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ หนุนเศรษฐกิจเข้มแข็งจากฐานราก สนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน 10 ล้านบาท เพิ่มช่องทางการตลาดผ่านแอปพลิเคชัน M-Help me ชาวบ้านทั่วประเทศแห่โหลดใช้งาน เสริมการขาย ขยายตลาด ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 หวังชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

              โครงการคืนคุณแผ่นดิน ประกาศความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์และเพิ่มช่องทางการตลาด พัฒนาชุมชน เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เสริมสร้างคุณภาพชีวิต โดยโครงการคืนคุณแผ่นดิน ได้ซื้อผลิตภัณฑ์จากสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน 10 ล้านบาท พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของประชาชน ชุมชนไปสู่ตลาดในวงกว้างทั่วประเทศ ผ่านแอปพลิเคชัน M-Help me มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนเสริมแกร่งชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน 

              คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนทั่วโลก โครงการคืนคุณแผ่นดิน จึงมีแนวคิดในการช่วยเหลือชาวบ้าน วัตถุประสงค์ของงานเพื่อให้ประชาชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความมั่นคงในระยะยาว เสริมการขาย ขยายยอดซื้อ ในช่องทางต่างๆ เพื่อเพิ่มสถานะของประชาชนให้อยู่ดีกินดี



           โครงการนี้เกิดขึ้นจากโครงการคืนคุณแผ่นดินร่วมกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียของทหารได้สำเร็จ ที่ จ.ลพบุรี และการช่วยชาวบ้านทั่วประเทศ โดยเล็งเห็นว่า โครงการกองทุนหมู่บ้าน ที่มีอยู่กว่า 70,000 กว่าหมู่บ้าน สามารถต่อขยายและเป็นโมเดลให้ชาวบ้านเข้มแข็งได้ เพราะกองทุนหมู่บ้านมีองค์ประกอบครบ มีการรวมตัว มีผู้นำ คณะกรรมการฯ แต่สินค้าที่มีอยู่ในชุมชนต่างๆยังไม่ได้รับการต่อยอด หรือช่องทางการขาย ต่างๆทางออนไลน์และออฟไลน์ 

            ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ยืนยันว่า สนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน 10 ล้านบาท ทำให้เกิดการตื่นตัวของชาวบ้าน โดยทางโครงการฯ มีช่องทางการตลาดเข้าไปพัฒนาร่วมด้วย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการซื้อสินค้าทั่วประเทศ และเปิดช่องทางการขายของประชาชนสู่มือลูกค้าโดยตรง

จุดเด่นของงาน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการจัดงาน ที่บรูณาการแบ่งครบวงจร ประชาชนได้ขายสินค้าจากทั่วประเทศอย่างแท้จริงและเป็นการซื้อสินค้าก่อน โดยการชำระเงินซื้อสินค้าทันที และใช้ช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมทั้งให้หมู่บ้านสร้างรายได้จากการขายสินค้า บริการ พร้อมทั้งรับสินค้าถูกจากโรงงานไปขาย จึงทำให้มีชาวบ้านพร้อมขายสินค้าผลิตภัณฑ์ ผ่านแอปพลิเคชั่น M-Help Me 

             นอกจากนี้ ยังมีเสียงตอบรับจากประชาชน เช่น จ.ชุมพร ประชาชนมาขายสินค้า หรือออกงาน ทางโครงการคืนคุณแผ่นดินเหมาสินค้ามาจัดจำหน่ายในช่องทางต่างๆ พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน 

                                         

             ทั้งนี้หมู่บ้านจะมีความเข้มแข็ง สามารถยืนหยัดด้วยตัวเอง ทั้งผลผลิตและมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ เพิ่มช่องทางต่างๆในการขาย ผ่านแอฟพลิเคชั่น M-Help Me มีการชำระเงิน มีการประกันสินค้า ทางโครงการคืนคุณแผ่นดินดำเนินการหาลูกค้าให้ทุกช่องทาง  ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุดรวมถึงประเทศชาติ

       ด้าน นายรักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ  กล่าวว่า ความร่วมมือสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้านและเพิ่มช่องทางการตลาด ระหว่างโครงการคืนคุณแผ่นดิน กับ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ต้องการให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) สนับสนุนการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สินค้าของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านกันเองและบุคคลทั่วไป สอดคล้องกับนโยบายของโครงการคืนคุณแผ่นดินที่มุ่งเน้นที่จะช่วยสนับสนุนให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่ง สทบ. มีกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินค้าหลากหลายประเภทและมีจำนวนมาก 


ดังนั้นจึงเกิดความร่วมมือสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้านและเพิ่มช่องทางการตลาดขึ้น ระหว่างโครงการคืนคุณแผ่นดิน กับ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อนำผู้ซื้อจากโครงการคืนคุณแผ่นดินมาสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์ สินค้ากองทุนหมู่บ้านและเพิ่มช่องทางการตลาด ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอีกด้วย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน   เพื่อเพิ่มช่องการการตลาดให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านมีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยโครงการนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมทั่วประเทศ 4 ภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้)

           สมาชิกกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ สามารถดาวน์โหลดและสมัครใช้งานระบบแพลตฟอร์มความต้องการซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงินออนไลน์บนแอปพลิเคชัน M-Help me เพื่อการใช้แพลตฟอร์มในการส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการขายสินค้ากองทุนหมู่บ้านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นธรรมและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ใช้งาน โดยผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงการซื้อขายได้โดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง 

สำหรับ ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์จากกองทุนหมู่บ้านและผู้ที่มีความต้องการขายผลิตภัณฑ์ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน  M-Help me ฟรี ได้ทั้งระบบ Android และ IOS ได้แล้ววันนี้


                ภายในบูธมีการแนะนำการใช้แอปพลิเคชัน M-HELP ME ซึ่งมีบริการ N2O การสอบถาม ปรึกษา และขอคำแนะนำทางการแพทย์ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการใช้งานในเบื้องต้น  เพื่อให้ประชาชนสามารถขอรับคำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านทางแอปพลิเคชันดั่งสโลแกน  “มีหมอเป็นเพื่อน มีเพื่อนเป็นหมอ" 

และ มีการแนะนำบริษัท ML Future Tech ในเครือของ M-Group ซึ่งเป็นเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านไอที เป็นผู้จัดหา Tablet ให้กับจุดจำหน่ายของกองทุนหมู่บ้าน โดยในงานนี้ได้นำTablet รุ่นที่จะส่งมอบให้กับกองทุนหมู่บ้านมาโชว์ให้เห็นการทำงานของ M-Help me ขั้นตอนการใช้งานต่าง ๆ โดยร้านค้าที่อยู่ในเครือข่ายของกองทุนหมู่บ้าน มีสิทธิที่จะได้รับ Tablet ฟรี ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด โดยเป็นการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อให้ชุมชนสามารถเป็นจุดจำหน่ายสินค้าและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้ 

หนึ่งในโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายในบูธจัดแสดงรายละเอียดโครงการ “เที่ยวเพื่อชาติ” พร้อมแพ็กเกจสำหรับผู้ที่สนใจ ประกอบด้วย 1.แพคเกจฯ  990 บาท ใช้บริการได้ 1,300 บาท รับคูปองแจกฟรี  50 บาท 2.แพคเกจฯ  6,000 บาท ใช้บริการได้ 10,000 บาท รับคูปองแจกฟรี  300 บาท และ 3.แพคเกจฯ  50,000 บาท ใช้บริการได้  100,000 บาท รับคูปองแจกฟรี  2,800 บาท

สถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ (สคทส.) Thai Sangsan Institude ลงพื้นที่อยุธยา นำคณะนักธุรกิจผู้ประกอบกิจการ”กลุ่มมิตรรวมใจ” ทำบุญไหว้พระ 5 วัด เพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวไทย..ไทยเที่ยวไทย

 สถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ (สคทส.) Thai Sangsan Institude ลงพื้นที่อยุธยา

นำคณะนักธุรกิจผู้ประกอบกิจการ”กลุ่มมิตรรวมใจ” ทำบุญไหว้พระ 5 วัด

เพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวไทย..ไทยเที่ยวไทย

                          แกนนำสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ ลงพื้นที่อยุธยานำคณะนักธุรกิจผู้ประกอบกิจการ”กลุ่มมิตรรวมใจ” ทำบุญไหว้พระ 5 วัด โบราณสถานเก่าแก่ในพื้นที่กรุงเก่า เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมท่องเที่ยวไทย..ไทยเที่ยวไทย  แกนนำไทยสร้างสรรค์ชื่นชมนักธุรกิจไทยที่หนุนเที่ยวไทยหวังให้รายได้กระจายลงไปท้องถิ่น ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม ศกนี้ 

                             นายสมชาย  พหุลรัตน์  ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ (สคทส.) พร้อมแกนนำสถาบันฯ ศ.ดร.สุรพล บุญประถัมภ์ ที่ปรึกษาสถาบันฯ ศ.ดร.มณีรัตน์ สวัสดิวัตน์ ณอยุธยาฯ(ราชบัณฑิตยสถาน) ที่ปรึกษาสถาบันฯ พร้อมอาจารย์นิดาวรรณ เพราะสุนทร เลขาธิการสถาบันฯ (ผอ.หลักสูตรนิติศาสตร์ม.รังสิต), พ.ต.อ.สุรโชค  เจษฎาเดช “สารวัตรแรมโบ้” ที่ปรึกษาสถาบันฯ (ประธานมูลนิธิป้องกันต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติด) ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสร้างสรรค์(Creativity Party) สนับสนุนให้คนไทย รณรงค์เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกวัน..ทั่วทุกภาค เพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนลงชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ร่วมกับแกนนำการเมือง คุณสุเทพ  เข้มแข็งปรีชานนท์ นำคณะกรรมการสถาบันฯลงพื้นที่พบปะสมาชิกเครือข่ายสถาบันฯในย่านเมืองเก่า อยุธยา นำโดยประธานสถาบันฯ และนำคณะนักธุรกิจผู้ประกอบกิจการ”กลุ่มมิตรรวมใจ” ซึ่งประกอบด้วยเจ้าของกิจการในพื้นที่ฝั่งธนบุรีทั้งหมดไปท่องเที่ยวไหว้พระในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา   

                 นายสมชาย  พหุลรัตน์  ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ (สคทส.) กล่าวว่ากิจกรรมครั้งนี้สถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ร่วมกับกลุ่มมิตรรวมใจ พร้อมด้วย นายเซียะหุย  ไตรรัตน์โกศล (เจ้าของบริษัท สุภาภรณ์พลาสติก จำกัด), คุณสาย  วงษ์แก้ว (เจ้าของกิจการฉีดเม็ดพลาสติก), คุณอุไรลักษณ์  แสงสุขเอี่ยม (ประธานกรรมการร บริษัท ซีวิคฟู๊ดอินดัสตรี จำกัด)4.คุณนันทนา ม่วงศิริ (เจ้าของกิจการ)  และคุณสมเจตน์  วุฒิเลิศเจริญวงศ์ (เจ้าของกิจการ) ร่วมทำบุญไหว้พระ 5 วัดพร้อมถวายเทียนพรรษาสังฆทาน ชุดผ้าไตร ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งนี้  ซึ่งทั้ง 5 ท่านนี้จะร่วมบันทึกเทปในรายการทราเวิลแอนด์เฮทล์วาไรตี้  และรายการที่นี่..สุวรรณภูมิ ขณะลงพื้นที่ด้วยกัน และยังไม่รวมผู้ประกอบการนักธุรกิจทั้งผู้ชายและผู้หญิงอีก 60 กว่าคนที่เป็นกลุ่มมิตรรวมใจ ที่เดินทางไปท่องเที่ยวไหว้พระทำบุญในเมืองกรุงเก่า และจะแวะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นโครงการฯหนี่งของสถาบันฯ ที่กระตุ้นให้คนไทยได้เดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงนี้ ซี่งมีโปรแกรมที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีออกมาหลายโปรแกรมในช่วงนี้ พร้อมกับความมั่นใจในด้านท่องเที่ยวไปกับตราสัญญาลักษณ์SHA ไปด้วย 

                     ทางด้าน พ.ต.อ.สุรโชค   เจษฎาเดช “สารวัตรแรมโบ้”อดีตตำรวจขวัญใจประชาชน กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันไปทำบุญไหว้พระแล้ว ยังได้ท่องเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆ ในพื้นที่พระนครศรีอยุธยาไปด้วย และวัดที่ไปทั้ง 5 วัด ทางคณะกรรมการก็เลือกวัดที่ผู้คนไม่ค่อยจะเดินทางไปทำบุญกันมากเหมือนวัดดังๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ผู้ประกอบการได้ไปชมวัดเก่าแก่ถึง 5 วัด ถึงแม้จะไม่ใช่วัดดัง แต่มีศิลปะโบราณสถานที่น่าสนใจมากมาย และที่สำคัญยังเป็นการส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวไทยกันมากๆ ในช่วงนี้ 

                   ส่วน อาจารย์นิดาวรรณ เพราะสุนทร เลขาธิการสถาบันฯ กล่าวว่า ต้องชื่นชมกลุ่มมิตรรวมใจที่รวมตัวกันเพื่อเดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้ และเป็นการเที่ยวไหว้พระทำบุญตามวัดถึง 5 วัด ตลอดทั้งวัน ได้ทั้งบุญและความสุข รวมไปถึงความสนุกสนานไปพร้อมกับการท่องเที่ยว ซึ่งทราบมาว่ายังมีโปรแกรมที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวไทยในจังหวัดอื่น ๆ กันอีกด้วย ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวเมืองไทยกันในช่วงนี้พอดี เรายังไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยในช่วงนี้ เราก็ต้องให้คนไทยรณรงค์เที่ยวเมืองไทยกัน เพราะในจังหวัดต่างๆ จะได้มีรายได้หมุนเวียน จะเที่ยวเมืองรองหรือเมืองหลักก็เลือกเอาตามใจชอบ สถานที่พักโรงแรมต่างๆ ในช่วงนี้เขาก็คิดราคาที่ไม่แพง ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ท่องเที่ยวไปในจังหวัดต่างๆ. ซึ่งเรื่องราวการลงพื้นที่ของแกนนำ..นำโดยประธานฯ”สมชาย”จะนำเรื่องราวทั้งหมดมาเผยแพร่ในรายการตรงประเด็น ,รายการที่นี่สุวรรณภูมิ, รายการทอล์คทั่วไทย..ไปทั่วโลก,รายการสนทนาสารพัน และรายการยิ้มกับข่าว ที่เป็นรายการของเราทั้งหมดเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับชมกันด้วย.

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563

DITP เดินหน้าขยายมูลค่าส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์หลังปลดล็อกดาวน์ เตรียมจัด STYLE Bangkok Telematching in LOVE เวทีการค้าออนไลน์

DITP เดินหน้าขยายมูลค่าส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์หลังปลดล็อกดาวน์ เตรียมจัด 

STYLE Bangkok Telematching in LOVE เวทีการค้าออนไลน์ 

            นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน STYLE Bangkok Telematching in LOVE เวทีการค้าออนไลน์ ดันผู้ส่งออกไทยเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าทั่วโลก โดยมีตัวแทนสมาคมฯ  จากภาคเอกชน  และผู้ประกอบการที่เข้าร่วม โครงการฯ  ร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมจัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ “ทางรอดการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในยุค New Normal" โดยมีตัวแทนผู้ส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และของใช้ของตกแต่งบ้านของไทยร่วมเสวนา ได้แก่ คุณจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ กรรมการผู้จัดการด้านการตลาดวิจัยและพัฒนา บริษัท อุตสาหกรรม ดีสวัสดิ์ จำกัด คุณยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและผู้บริหารบริษัท พาลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด และคุณทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิว อาไรวา จำกัด ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ปรับกลยุทธ์เชิงรุก ย้ายแพลตฟอร์ม STYLE Bangkok สู่โลกออนไลน์ เพื่อสร้างเวทีการค้า เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย ได้เจรจาการค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ผ่านกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ STYLE Bangkok Telematching in Lifestyle Online Virtual Exhibition : LOVE ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2563 นี้

                                    

                       นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ในปี 2563 นี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อให้สอดรับกับมาตรการและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ทั้งต่อการผลิตและส่งออก รวมถึงความกังวลของนักธุรกิจทั่วโลกในด้านความปลอดภัยและความยุ่งยากในการเดินทางระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้ปรับกลยุทธ์นำงาน STYLE Bangkok ซึ่งมีกำหนดจัดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เสริมให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าจากทั่วโลกได้เจรจาการค้ากับผู้ส่งออกไทยในช่วงที่ยังต้องรักษาระยะห่าง หรือ Social Distancing กันอยู่ เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยไม่เสียโอกาสทางการค้า และยังถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยมีความพร้อมในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา”

           “LOVE ถือเป็นกิจกรรมออนไลน์แบบไฮบริดครั้งแรกของโลก เป็นการผสมผสานระหว่าง 2 กิจกรรมเข้าด้วยกัน ได้แก่ กิจกรรมการจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์แบบ One-on-One Online Business Matching พร้อมส่วนจัดแสดงสินค้าตัวอย่างเพื่อนำเสนอแก่ผู้ซื้อแบบ Live Streaming ควบคู่กับการนำเสนอสินค้า โดยผู้ซื้อ ผู้นำเข้า สามารถชมงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เสมือนจริง หรือ Virtual Exhibition ผ่านเว็บไซต์ www.stayinstylebangkok.com และเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดเตรียมอุปกรณ์ ระบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนล่ามแปลภาษาไว้ให้บริการ หรือสามารถเจรจาการค้าออนไลน์ ณ บริษัทของผู้ประกอบการตามความสะดวก”

          ในขณะนี้ มีผู้ซื้อและผู้นำเข้าลงทะเบียนเข้าสู่ระบบจำนวน 118 ราย จาก 31 ประเทศ โดย 5 ประเทศที่ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เมียนมา สหรัฐอเมริกา อินเดีย จีนและญี่ปุ่น มีการจับคู่เจรจาซึ่งได้รับการยืนยันตอบรับแล้วจำนวน 103 คู่ จาก 14 ประเทศ และรอการตอบรับนัดหมายอีก 134 คู่ ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย ได้แสดงความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 187 บริษัท คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกทันทีและภายใน 1 ปี ได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท                 

                                                     
                                            

           การจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ในครั้งนี้ แบ่งกลุ่มผู้ซื้อสินค้าออกเป็น 4 กลุ่มตามความต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก ได้แก่ Host & Home เจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร และโปรเจกต์ต่างๆ Gifts for All เจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกประเภทคอนเซ็ปท์ สโตร์ ซีเล็คเต็ดช็อป Fashion in Love เจาะกลุ่มผู้ซื้อสินค้าสิ่งทอ แฟชั่น เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้ากีฬา ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงสินค้าที่ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal และ The Niche เจาะกลุ่มผู้ซื้อตลาดเฉพาะที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet) สินค้าผู้สูงอายุ (60+) และสินค้าแม่และเด็ก (Mom & Kids)

           นอกจากกิจกรรมเจรจาการค้า ภายในงานยังจะมีกิจกรรมสัมมนาออนไลน์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ส่งออกไทยในการรุกตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ ได้แก่ สัมมนาหัวข้อ “Opportunity for Thai Lifestyle Products  in Korea” ซึ่งได้ 2 วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญตลาดเกาหลีใต้มาชี้ช่องโอกาสสินค้าไลฟ์สไตล์บุกแดนโสม ได้แก่ คุณวิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล และ Ms. Mijin Kim - Creative Director จาก Assemblage ในวันที่ 11 สิงหาคม เวลา 14.00 น. สัมมนาหัวข้อ “Lifestyle Product Design and Space Design for Japanese Market 2020” โดยวิทยากรชาวญี่ปุ่นจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ในวันที่ 13 สิงหาคม 2563

ผู้ประกอบการไทยจำเป็นปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด เตรียมพร้อมในการเข้าถึงลูกค้าและแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ การค้าออนไลน์จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องพร้อมปรับปรุงและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เช่น ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าสิ่งทอหันมาให้ความสำคัญกับการผลิต Functional Textile พัฒนาเสื้อผ้า ยูนิฟอร์มป้องกันเชื้อโรคให้บุคคลกรทางการแพทย์ ผู้ประกอบการเสื้อผ้าแฟชั่นที่ปรับตัวโดยนำวัตถุดิบ เครื่องจักร และฝีมือแรงงานมาผลิตหน้ากากผ้าป้องกันเชื้อโรคในภาวะที่สินค้าขาดตลาด หรือหันมาพัฒนาสินค้าตกแต่งบ้านที่มีฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้ชีวิตในที่พักอาศัย หรือการ Work from Home มากขึ้น

           กิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (STYLE Bangkok in Lifestyle Online Virtual Exhibition : LOVE) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2563 นี้ ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก

           สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 275 5312 ต่อ 210, 207 อีเมล ex-stylematching@xcon.co.th หรือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

 


Teibto (เติบโต) โชว์เจ๋ง Solution Provider ไทยเพียงเจ้าเดียวที่คว้าTop Value Partner Award (ASEAN) FY20 จาก Oracle NetSuite และเป็นที่หนึ่งในอาเซียน

Teibto (เติบโต) โชว์เจ๋ง Solution Provider ไทยเพียงเจ้าเดียวที่คว้าTop Value Partner Award (ASEAN) FY20 จาก Oracle NetSuite และเป็นที่หนึ่งในอาเซียน

นางสาวอภิษฎา เดมีย์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Teibto Co., Ltd. หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เติบโต” ได้เปิดเผยว่า บริษัท Teibto (https://teibto.com) หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการ Solution Provider สัญชาติไทยจำหน่ายซอฟต์แวร์ ออราเคิล เนทสวีท (Oracle NetSuite, Best First World Class Cloud ERP) ซึ่งเป็นระบบคลาวด์เป็นรายแรก ที่มีประสบการณ์มากว่า 12 ปี ให้แก่องค์กรธุรกิจทั่วไป โดยรองรับงานด้านการบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้า (Customer Relationship Management หรือ CRM), งานด้านการบริหารทรัพยากรขององกรค์ (Enterprise Resource Planning หรือ ERP), และระบบอีคอมเมิร์ซ (Ecommerce) โดยสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ (Cloud) ที่ได้มาตรฐานระดับโลก และเหมาะกับธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการขยายงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับในปีนี้บริษัทได้รับรางวัล Top Value Partner Award (ASEAN) FY20 จาก Oracle NetSuite ในฐานะที่เป็น Solution Provider ที่ให้บริการและจัดจำหน่าย Software Oracle NetSuite โดยสร้างรายได้สูงที่สุดในอาเซียน ซึ่งในอาเซียนเราเป็นบริษัทเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ที่จะคว้ารางวัลนี้มาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกณฑ์การตัดสิน และยังรวมไปถึงการบริหารยอดขายให้ได้ตามเป้าอีกด้วย และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัทก็เพิ่งได้รับรางวัล Five Star Award 2020 จาก Oracle NetSuite ซึ่งรางวัลนี้บริษัทได้รับถึง 2 ปีซ้อน และเป็นบริษัทเดียวใน South East Asia ที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะฉะนั้นทั้ง 2 รางวัลนี้จึงช่วยการันตีได้ว่า บริษัทมีการบริหารงานและให้บริการที่ดีเยี่ยม อีกทั้งการ Implementation และการให้บริการหลังการขายที่ประสบผลสำเร็จ จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการกับบริษัทของเราในอนาคต


สำหรับครึ่งปีที่ผ่านมาในภาวะที่เรากำลังประสบปัญหาจากสถานการณ์โรคระบาด โควิด 19 นั้นถือว่า บริษัทได้รับผลกระทบน้อยมากเพราะเนื่องด้วยตัวธุรกิจของเรา ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางด้านซอฟท์แวร์นั้นเป็นงานที่เน้นระบบออนไลน์เป็นหลักอยู่แล้ว สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ เพราะเป็นระบบคลาวด์ จึงได้รับผลกระทบน้อยมาก

และหลังจากนี้บริษัทก็จะเริ่มเดินหน้า บุกตลาดเวียดนามอีกครั้งหลังจากปลดล็อคสถานการณ์โควิด15 เฟส 5  ทั้งนี้บริษัทได้เปิดสาขาที่เวียดนามมาแล้วเป็นเวลา 2 ปีกว่า ถือว่าได้รับผลตอบรับดีมาก และมี    อัตราการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ตลาดเวียดนามถือว่าไปได้ดี และยังมีผู้ประกอบการไทยที่อยากไปลงทุนในเวียดนาม ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายของเราอีกด้วย ในปีนี้เราได้เพิ่มการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ คาดว่าเราจะโตจากปีที่แล้วมากกว่า 40%


วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

สธ. ร่วมกับ กก. จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐาน SHA แก่ผู้ประกอบการพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 500 ราย สร้างความเชื่อมั่นสู่เที่ยวไทยวิถีใหม่ (New Normal)

สธ. ร่วมกับ กก. จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐาน SHA

แก่ผู้ประกอบการพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 500 ราย

สร้างความเชื่อมั่นสู่เที่ยวไทยวิถีใหม่ (New Normal)

         นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. ให้เกียรติร่วมมอบตราสัญลักษณ์ SHA แก่ผู้ประกอบการพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 500 ราย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยว ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563


นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โครงการ Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน เพื่อยกระดับ พัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจด้านสาธารณสุขและสอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ต้องการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การจ้างงานและหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน SHA เข้าตรวจประเมินมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้ง 10 ประเภทกิจการ อาทิ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ศูนย์การค้า เป็นต้น

 ขณะนี้มีจำนวนผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 5,832 ราย จากทั่วประเทศ และผ่านมาตรฐาน SHA จำนวน 4,021 ราย โดยมีสัดส่วนของผู้ประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ผ่านการตรวจประเมิน จำนวน 1,010 ราย ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่ได้รับมาตรฐาน SHA มากที่สุด รองลงมา ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จำนวน 498 ราย และจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 340 ราย ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2563)



ในโอกาสนี้ ททท. จึงได้จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐาน SHA เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 500 ราย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ พร้อมสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการต่อไป


อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคลี่คลายไม่ชัดเจน ภาครัฐยังคงเน้นย้ำประชาชนและผู้ประกอบการทุกประเภทตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างมาตรฐานการท่องเที่ยววิถีใหม่ รักษามาตรฐานด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ตลอดจนช่วยกันยกระดับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวของไทยให้มีศักยภาพ ปลอดภัยสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจ เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม (Preferred Destination) อย่างยั่งยืนของนักท่องเที่ยวต่อไป

 

 


ททท. เดินหน้าโครงการ Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสร้างความมั่นใจไทย เที่ยวไทย

ททท. เดินหน้าโครงการ Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA

ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสร้างความมั่นใจไทย

เที่ยวไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.  และหน่วยงานท่องเที่ยว เข้าพบพลอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดโครงการโครงการ Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (โควิด-19) เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและสุขลักษณะ


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  ดำเนินงานกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 ด้วยโครงการ Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA โดยความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวควบคู่มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ใน 10 ประเภทกิจการ ปัจจุบันมีผู้ได้รับมาตรฐาน SHA แล้วกว่า 4,021 ราย จากทั่วประเทศ ซึ่งกรุงเทพฯ ครองแชมป์ได้รับมาตรฐาน SHA มากที่สุดด้วย 

โครงการ Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA ดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชน ซึ่งเป็นโครงการที่กระตุ้นให้สถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปรับปรุง พัฒนาสถานประกอบการให้สอดคล้องกับรูปแบบวิถีใหม่ (New Normal) ด้านการท่องเที่ยว ควบคู่กับมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มข้น เพื่อให้ปลอดภัยสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตลอดจนใช้สินค้าและบริการท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ โดยตรวจสอบการบริการของผู้ประกอบการใน 10 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ ภัตตาคาร/ร้านอาหาร โรงแรม/ที่พัก นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว ยานพาหนะ บริษัทนำเที่ยว สุขภาพและความงาม ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า กีฬาเพื่อการท่องเที่ยว การจัดกิจกรรม การจัดประชุม โรงละคร โรงมหรสพ และ ร้านค้าของที่ระลึก โดยการพิจาณาจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานจากกรมควบคุมโรค 3 องค์ประกอบ คือ สุขลักษณะอาคารและอุปกรณ์เครื่องใช้ การทำความสะอาด และการป้องกันสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ททท. จะเป็นผู้ควบคุมการออกตราสัญลักษณ์โดยการระบุหมายเลขของตราสัญลักษณ์ SHA ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูล ซึ่งจะมีอายุ 2 ปี


ขณะนี้มีจำนวนผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 5,832 ราย จากทั่วประเทศ และผ่านมาตรฐาน SHA จำนวน 4,021 ราย โดยมีสัดส่วนผู้ประกอบการ พื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 1,010 ราย ซึ่งถือเป็นจัดหวัดที่ได้รับมาตรฐาน SHA มากที่สุด รองลงมา ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จำนวน 498 ราย และจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 340 ราย ตามลำดับ และประเภทกิจการโรงแรมที่พัก ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการมากที่สุด (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2563)


สำหรับสถานประกอบการที่สนใจ สามารถศึกษาแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน SHA ดาวน์โหลด e-Book ได้ที่ https://thailandsha.tourismthailand.org/ebook และสมัครเข้าร่วมโครงการ ขอรับการตรวจและรับตราสัญลักษณ์ SHA ได้ที่ www.tourismthailand.org/thailandsha หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่thailandsha@gmail.com หรือ Line Official : @thailandsha  และ โทร. 1672 เพื่อนร่วมทาง

 


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...