วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ร่วมกับบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก เปิดศูนย์กระดูกสันหลัง และศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก รองรับการขยายตัวกลุ่มผู้ใช้บริการในพื้นที่

รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ร่วมกับบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก

เปิดศูนย์กระดูกสันหลัง และศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก

รองรับการขยายตัวกลุ่มผู้ใช้บริการในพื้นที่

   นายแพทย์วรัญญ์ เทียนส่ง ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ นายสมศักดิ์ วิวัฒนสินชัย ผู้อำนวยการด้านบริหาร บำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก นายแพทย์วีระพันธ์ ควรทรงธรรม ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์และผู้อำนวยการศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ และ ผศ.พล.อ.ต.นพ. จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร ผู้อำนวยการศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ร่วมแถลงข่าว ”เปิดศูนย์กระดูกสันหลัง Absolute Spine Care” และ “ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก Joint Surgery Center” อย่างเป็นทางการ  ณ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

 รพ. พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ หนึ่งในพันธมิตรของบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก เปิด “ศูนย์กระดูกสันหลัง Absolute Spine Care” และ “ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก Joint Surgery Center” อย่างเป็นทางการ  เสริมบริการด้านการแพทย์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ตามแนวทางรักษาของ รพ.บำรุงราษฎร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการมาตรฐาน รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ในราคาที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้บริการของโรงพยาบาล อีกทางเลือกใหม่รับวิถีชีวิต New Normal ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว ไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลนาน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย 

          นายแพทย์วรัญญ์ เทียนส่ง ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้เปิด “ศูนย์กระดูกสันหลัง Absolute Spine Care” และ “ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก Joint Surgery Center” อย่างเป็นทางการ เพื่อให้บริการรักษาเฉพาะทางแก่ผู้มีปัญหากระดูกสันหลังและข้อ โดยมีความพร้อมในการให้บริการแก่ผู้ป่วยย่านบางนา และจังหวัดสมุทรปราการ  ให้สามารถเข้าถึงการรักษาในราคาที่จับต้องได้  โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ตามแนวทางการรักษาของ รพ.บำรุงราษฎร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการมาตรฐาน รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ 

           เราได้เริ่มเปิดบริการ Absolute Spine Care และ Joint Surgery Center อย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการ   โดยเป็นความร่วมมือกับบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก บริษัทฯ ในเครือของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภายในโรงพยาบาล พร้อมด้วยการรวบรวมทีมแพทย์ชำนาญการ และจัดหาเครื่องมือรักษาที่ทันสมัย เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ต่อไป 

          สำหรับศูนย์ Absolute Spine Care และศูนย์ Joint Surgery Center มีพื้นที่ให้บริการขนาดกว่า 200 ตารางเมตร  ประกอบด้วยห้องตรวจรวมทั้งสิ้น 8 ห้อง พร้อมพื้นที่รับรองที่กว้างขวาง  โดยจะเปิดให้บริการทุกวัน ซึ่งรูปแบบการรักษามีหลายวิธีตามระดับอาการของผู้ป่วย ดูแลโดยทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพที่มีความชำนาญเฉพาะทาง มีการกำหนดขั้นตอนการดูแลผู้ป่วย ทั้งก่อนผ่าตัด วันผ่าตัด และการดูแลหลังผ่าตัด ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทันสมัย ใช้เทคนิคแผลผ่าตัดขนาดเล็กเพื่อให้ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวได้เร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว

          เนื่องด้วยสังคมไทย ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นและกำลังเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ล่าสุดได้มีการคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า หรือปี พ.ศ. 2583 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว โดยตัวเลขประชากรไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า จากปี 2563 ที่มีผู้สูงอายุ 12 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น 36.5 ล้านคน ทั้งนี้ อุตสาหกรรม Healthcare จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคภัยต่างๆ ที่มีสาเหตุสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น

          ด้าน นายสมศักดิ์ วิวัฒนสินชัย ผู้อำนวยการด้านบริหาร บำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก กล่าวว่า บำรุงราษฎร์ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ มิติ รวมถึงมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การบริบาลสุขภาพแบบองค์รวมระดับโลกด้วยนวัตกรรมมาโดยตลอด ซึ่งโมเดลความร่วมมือ “บำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก” นับเป็นอีกยุทธศาสตร์ของบำรุงราษฎร์ ด้วยการร่วมตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) ในโรงพยาบาลพันธมิตร 

โดยทั้งสองฝ่ายจะดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในลักษณะ Joint Operation ในเรื่องเงินทุน ค่าใช้จ่าย ทรัพยากรและรายได้ มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับบุคคลากรของโรงพยาบาลพันธมิตร เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน ในส่วนของแพทย์ มีการจัดทีมแพทย์เฉพาะทาง โดยให้การรักษาตามแนวทางของ รพ. บำรุงราษฎร์ แต่ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการตามมาตรฐานของโรงพยาบาลพันธมิตร ด้วยโมเดลธุรกิจดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสให้กลุ่มผู้ป่วยของโรงพยาบาลพันธมิตรเข้าถึงการรักษาที่ดีในราคาที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้บริการของโรงพยาบาลพันธมิตร การผสานพลังความร่วมมือกับโรงพยาบาลพันธมิตรในแต่ละพื้นที่ ถือเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ในการให้บริบาลทางการแพทย์ในประเทศไทย โดยโมเดลนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของบำรุงราษฎร์และพันธมิตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

          ด้าน นายแพทย์วีระพันธ์ ควรทรงธรรม ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ และผู้อำนวยการศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ กล่าวเสริมว่า จากโมเดล ‘บำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก’ นี้ ทำให้สถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นสถาบันที่จัดการสอนการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคป ในระดับภูมิภาคเอเชีย มาอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ได้นำความรู้เทคนิคใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้แก่โรงพยาบาลพันธมิตรเพื่อส่งมอบประสบการณ์การรักษาตามแนวทางของบำรุงราษฎร์ได้อย่างไร้รอยต่อ ปัจจุบัน ศูนย์ Absolute Spine Care โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ มีความพร้อมในการรักษา โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางกว่า 15 ท่าน ร่วมกันทำงานเป็นทีม ซึ่งมีทั้งศัลยแพทย์และแพทย์ผู้ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคกระดูกสันหลัง ร่วมกันวางแผนการรักษากับผู้ป่วยให้เหมาะสมกับระดับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย


โดยแนวทางการรักษาจะมีทั้งการรักษาแบบ Intervention ด้วยการฉีดยา การใช้คลื่นวิทยุ และการใช้เลเซอร์เข้ากระดูกสันหลัง จนถึงการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดแบบ Endoscopic Surgery ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปแผลเล็กกว่า 1 ซม. ซึ่งมีข้อดี คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแผลผ่าตัดน้อย ความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ ลดการทำลายเนื้อเยื่อส่วนดีที่อยู่รอบบริเวณผ่าตัด ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็ว สามารถกลับบ้านได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งการตัดสินใจรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปนั้นจะต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ร่วมกันและเป็นไปตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด 

          ส่วน ผศ.พล.อ.ต.นพ. จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร ผู้อำนวยการศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์ Joint Surgery Center เฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยให้ความไว้วางใจและมีความมั่นใจในการผ่าตัดมากยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ตามแนวทางการรักษาของ รพ. บำรุงราษฎร์ และมีบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุม อาทิ ปวดเข่า ปวดสะโพก เรื้อรัง ข้อฝืด ติดขัด โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม และการผ่าตัดส่องกล้องข้อ เป็นต้น รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การผ่าตัดข้อแบบแผลเล็ก, การผ่าตัดด้วยคอมพิวเตอร์นำวิถี ซึ่งจะช่วยในการวางตำแหน่งข้อเทียมได้อย่างแม่นยำมากขึ้น รวมถึงมีการวินิจฉัยและเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยเป็นรายบุคคลได้

          นายแพทย์วรัญญ์ เทียนส่ง กล่าวปิดท้ายว่า ผมรู้สึกภูมิใจและขอบคุณในความร่วมมือของบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก ที่ดีมาโดยตลอด เรามีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งมอบคุณภาพการรักษาที่ดีแก่ผู้ป่วย และมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศูนย์ Absolute Spine Care และศูนย์ Joint Surgery Center ของโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมินี้ นับเป็นโครงการต้นแบบ ที่ช่วยขยายการเข้าถึงการรักษาไปยังกลุ่มผู้ป่วยระดับกลางให้ได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพตามแนวทางของบำรุงราษฎร์ ปัจจุบันกลุ่มโรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด นอกจากโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ยังมีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมดจำนวน 8 แห่ง ที่ดำเนินการอยู่แล้ว โดยเราจะเดินหน้าขยายความร่วมมือในรพ.แห่งอื่นต่อไปในอนาคต

 

 


วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563

DITP เตรียมจัดโครงการ L.O.V.E มิติใหม่แห่งการเจรจาการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นรูปแบบออนไลน์

DITP เตรียมจัดโครงการ L.O.V.E มิติใหม่แห่งการเจรจาการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นรูปแบบออนไลน์

        เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)ได้ จัดประชุมออนไลน์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกไทยที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ จับคู่เจรจาการค้าสินค้า ไลฟ์สไตล์และแฟชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ (STYLE Bangkok Telematching in Lifestyle Online Virtual Exhibition :โครงการ L.O.V.E.) ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคมนี้ 


          L.O.V.E. เป็นโครงการจับคู่เจรจาการค้าระหว่างผู้ซื้อผู้นำเข้าทั่วโลกกับผู้ผลิตและส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย เพื่อส่งเสริมและกระตุ้น ให้เกิดการเจรจาการค้าในช่วงที่การผลิต และส่งออก ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า (Buyers/Importers) สามารถชมงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เสมือนจริง (Virtual Exhibition) และเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching)    ผ่านเว็บไซต์ www.stayinstylebangkok.com ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของงานแสดงสินค้าและการทำการค้าระหว่างประเทศ 

       การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching) ในครั้งนี้ ได้แบ่งกลุ่มผู้ซื้อสินค้าออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Host & Home เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร สถาบัน สถาปนิก อินทีเรีย อสังหาริมทรัพย์ และโปรเจกต์ต่างๆ Gifts for All เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกประเภทคอนเซ็ป สโตร์ ซีเล็คเต็ดช็อป Fashion in Love เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อสินค้าสิ่งทอ แฟชั่น เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้ากีฬา ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) และ The Niche เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อตลาดเฉพาะที่มีขนาดเล็กแต่มีกำลังซื้อสูง และไทยมีศักยภาพ ประกอบด้วยสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (PET) สินค้าผู้สูงอายุ (60+) และสินค้าแม่และเด็ก

     ทั้งนี้ ผู้ซื้อและผู้นำเข้า (Buyers/ Importers) จะส่ง Matching Request มายังผู้ส่งออกไทย โดยสามารถเข้าร่วมเจรจาการค้าออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา หรือสามารถใช้สถานที่ สำหรับการเจรจาการค้า ออนไลน์ได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก ซึ่ง DITP ได้จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงล่าม ไว้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 

    สำหรับผู้นำเข้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ (Matching Request) และเลือกผู้นำเข้าไทยที่ต้องการเจรจาการค้าด้วย (E-Directory) ผ่านทางwww.stylebusinessmatching.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 58 แห่งทั่วโลก (DITP’s Overseas Office, Thai Trade Center) 

                                                                                    

DITP เตรียมจัดโครงการ L.O.V.E มิติใหม่แห่งการเจรจาการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นรูปแบบออนไลน์

DITP เตรียมจัดโครงการ L.O.V.E มิติใหม่แห่งการเจรจาการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นรูปแบบออนไลน์

        เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)ได้ จัดประชุมออนไลน์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกไทยที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ จับคู่เจรจาการค้าสินค้า ไลฟ์สไตล์และแฟชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ (STYLE Bangkok Telematching in Lifestyle Online Virtual Exhibition :โครงการ L.O.V.E.) ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคมนี้ 


          L.O.V.E. เป็นโครงการจับคู่เจรจาการค้าระหว่างผู้ซื้อผู้นำเข้าทั่วโลกกับผู้ผลิตและส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย เพื่อส่งเสริมและกระตุ้น ให้เกิดการเจรจาการค้าในช่วงที่การผลิต และส่งออก ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า (Buyers/Importers) สามารถชมงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เสมือนจริง (Virtual Exhibition) และเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching)    ผ่านเว็บไซต์ www.stayinstylebangkok.com ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของงานแสดงสินค้าและการทำการค้าระหว่างประเทศ 

       การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching) ในครั้งนี้ ได้แบ่งกลุ่มผู้ซื้อสินค้าออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Host & Home เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร สถาบัน สถาปนิก อินทีเรีย อสังหาริมทรัพย์ และโปรเจกต์ต่างๆ Gifts for All เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกประเภทคอนเซ็ป สโตร์ ซีเล็คเต็ดช็อป Fashion in Love เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อสินค้าสิ่งทอ แฟชั่น เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้ากีฬา ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) และ The Niche เน้นเจาะกลุ่มผู้ซื้อตลาดเฉพาะที่มีขนาดเล็กแต่มีกำลังซื้อสูง และไทยมีศักยภาพ ประกอบด้วยสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (PET) สินค้าผู้สูงอายุ (60+) และสินค้าแม่และเด็ก

     ทั้งนี้ ผู้ซื้อและผู้นำเข้า (Buyers/ Importers) จะส่ง Matching Request มายังผู้ส่งออกไทย โดยสามารถเข้าร่วมเจรจาการค้าออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา หรือสามารถใช้สถานที่ สำหรับการเจรจาการค้า ออนไลน์ได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก ซึ่ง DITP ได้จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงล่าม ไว้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 

    สำหรับผู้นำเข้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ (Matching Request) และเลือกผู้นำเข้าไทยที่ต้องการเจรจาการค้าด้วย (E-Directory) ผ่านทางwww.stylebusinessmatching.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 58 แห่งทั่วโลก (DITP’s Overseas Office, Thai Trade Center) 

                                                                                    

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “บรรเทาทุกข์ “ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุโซนร้อน “ซินลากู”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “บรรเทาทุกข์ “
ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุโซนร้อน “ซินลากู”



             มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “บรรเทาทุกข์ “ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุโซนร้อน “ซินลากู” ลงพื้นที่ออกแจกจ่ายอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่ม พร้อมชุดยาเวชภัณฑ์และหน้ากากอนามัย แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเลย




           ทีมบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ประกอบอาหารปรุงสุกบรรจุกล่องพร้อมน้ำดื่ม รวมจำนวน 600 ชุด  พร้อมชุดยาเวชภัณฑ์จำนวนหนึ่ง รวมทั้งอาหารสุนัขและแมว ออกแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันจากพายุโซนร้อน “ซินลากู”  ในพื้นที่บ้านโนนสวาท หมู่ 2 และบ้านงามวงศ์วาน หมู่ 5 ณ โรงเรียนบ้านท่าสวรรค์ ตำบลท่าสวรรค์ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563



                  ล่าสุด . ทีมบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากประชาชนในพื้นที่บ้านวังเลา หมู่ 1 ต.เอราวัณ โดยขณะนี้ทีมบรรเทาสาธารณภัยอยู่ระหว่างเดินทางเพื่อลำเลียงอาหารปรุงสุกบรรจุกล่อง และน้ำดื่ม จำนวน 600 ชุด ลงพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ในทันที



** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งด้านบรรเทาสาธารณภัยและด้านสังคมสงเคราะห์ต่อไป ** 


ติดตามข่าวสารการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนแพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  www.facebook.com/atpohtecktung


.มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 110 ปี ความดีที่ยั่งยืน
ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 
แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

“Happy Bike ไร้โควิด 2020” กิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวภายใต้ ณ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส จังหวัดระยอง

“Happy Bike ไร้โควิด 2020”

กิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวภายใต้

ณ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส จังหวัดระยอง

          กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวภายใต้ชื่อ “Happy Bike ไร้โควิด 2020” ณ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส จังหวัดระยอง เมื่อเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2563





                       นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา และ นาย สุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวภายใต้ชื่อ “Happy Bike ไร้โควิด 2020”



พร้อมด้วย นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.  นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว (ททท.) และ ผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน ร่วมเปิดกิจกรรมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 600 คน ณ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส จังหวัดระยอง



 
                   และร่วมปั่นจักรยานท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดระยอง โดยเน้นการจัดกิจกรรมรูปแบบวิถีปกติใหม่ และดำเนินการตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และมาตรฐาน SHA เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้มาร่วมกิจกรรม รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ ชุมชน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ให้กลับมาฟื้นตัวคึกคักอีกครั้ง



การจัดกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวภายใต้ชื่อ “Happy Bike ไร้โควิด 2020” ในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 1-2 สิงหาคม 2563 โดยแบ่งเป็น 2 วันแข่งขัน

วันที่ 1 การปั่นจักรยานท่องเที่ยว “ตามประแส” เป็นกิจกรรมการปั่น จักรยานชมทัศนียภาพที่สวยงามของตำบลปากนำ้ประแส จังหวัดระยอง ระยะทาง 15 กม




วันที่ 2 การปั่นจักรยาน “TEAM TOGETHER” เป็นกิจกรรมการปั่น จักรยานทางไกลแบบไปด้วยกัน ไม่ทิ้งกัน ระยะทาง 75 กม.

ททท. ดึงเวียร์-เบลล่า ฟื้นฟูท่องเที่ยวในประเทศ ชวนเที่ยวไทย กับแคมเปญ​ “คิดแล้วไปให้ถึง” หวังดันเป้าไทยเที่ยวไทย 4 แสนล้านบาท

ททท. ดึงเวียร์-เบลล่า ฟื้นฟูท่องเที่ยวในประเทศ

ชวนเที่ยวไทย กับแคมเปญ​ “คิดแล้วไปให้ถึง”

หวังดันเป้าไทยเที่ยวไทย 4 แสนล้านบาท


​ททท. ชวนเที่ยวไทย ไปกับ “เวียร์–เบลล่า” พรีเซ็นเตอร์แคมเปญ “คิด...แล้วไปให้ถึง” ปลุกกระแสเที่ยวไทย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นำเสนอผ่านโฆษณาและ Mini Story “คิดแล้วไปให้ถึง” ดันเป้าไทยเที่ยวไทย 68 ล้านคน/ครั้ง รายได้ท่องเที่ยวในประเทศ 4 แสนล้านบาท    

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากกระแสในปัจจุบันที่คนไทยเริ่มปรับตัววสู่ยุค New Normal หรือที่เรียกว่าชีวิตวิถีใหม่ ทั้งเรื่องวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศที่หยุดชะงักทั่วโลก ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีการชะลอตัวลง การส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศจึงกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญในการพลิกฟื้นกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย        

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.) จึงอยากเชิญชวนคนไทยร่วมสร้างบรรยากาศ         การท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และฟื้นฟูการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ กับ แคมเปญ​ “คิด...แล้วไปให้ถึง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอมุมมองการท่องเที่ยวแนวใหม่ พร้อมผลักดันให้การท่องเที่ยวในประเทศเป็นวาระแห่งชาติ ด้วยความร่วมมือจากคนไทยทั้งประเทศ ซึ่ง ททท. คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวในประเทศจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ภายในไตรมาสที่ 3 ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ และคาดว่าปี 2563 นี้จะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ 68 ล้านคน/ครั้ง รายได้ท่องเที่ยวในประเทศ 4 แสนล้านบาท

​“ช่วงนี้คือวิกฤตที่เป็นโอกาสในการเที่ยวของคนไทยที่จะออกไปเที่ยวเมืองไทย หลังจากที่เริ่มปรับชีวิตในแบบ NEW NORMAL ออกไปทำในสิ่งต่างๆ ที่เราชอบ และห่างหายไปจากชีวิตในแบบที่ยังมี Social Distance”

​

ด้านนายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สำหรับแนวทางในการสื่อสาร ททท. มีเป้าหมายนำเสนอการสื่อสารในลักษณะการสื่อสารแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) ผ่านการนำเสนอผลงานโฆษณาในรูปแบบต่างๆ พร้อมใช้ช่องทางการสื่อสารการตลาดแบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ประกอบด้วย ภาพยนตร์โฆษณาชุด “คิดแล้วไปให้ถึง” ความยาว 60 วินาที Cutdown 30 วินาที และภาพยนตร์ “Mini Story คิดแล้วไปให้ถึง” ความยาว 6 นาที นำแสดงโดย พรีเซ็นเตอร์คู่ขวัญ ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวแห่งปี เวียร์ ศุกลวัฒน์-เบลล่า ราณี และเวียร์ ศุกลวัฒน์ ร้องเพลง “เพลงคิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ” ประกอบโฆษณาด้วย ซึ่งทั้งสองคนจะมาชวนคนไทยทุกคนออกเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทยให้หายคิดถึง นำเสนอผ่าน FaceBook Fanpage : “Amazing ไทยเท่” กำกับภาพยนตร์โดย นายชยนพ บุญประกอบ (หมู) ผู้กำกับชื่อดังจากเมย์ไหนไฟแรงเฟร่อ, พรจากฟ้า, Friend Zone ระวัง...สิ้นสุด ทางเพื่อน เป็นต้น



นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม One day Trip with Weir รับสมัครผู้โชคดีที่เข้าร่วมกิจกรรมผ่าน FaceBook Fanpage: “Amazing ไทยเท่” สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FaceBook Fanpage: “Amazing ไทยเท่” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 1672 เพื่อนร่วมทาง

​อย่าให้ความคิดถึงเป็นแค่ความรู้สึก...คิดถึงเมืองไทย “คิด...แล้วไปให้ถึง”

 

 


ททท. ชวนไกด์แชร์ประสบการณ์ใน โครงการ Amazing Thailand Guide Sharing “ทุกเรื่องราวจากไกด์ ถ่ายทอดเมืองไทยสวยงาม"

ททท. ชวนไกด์แชร์ประสบการณ์ใน
โครงการ Amazing Thailand Guide Sharing 
“ทุกเรื่องราวจากไกด์ ถ่ายทอดเมืองไทยสวยงาม"

        นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. นายวิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกสมาคมมัคคุเทศก์มืออาชีพแห่งประเทศไทย และนางสาวศศิวิไล โสภณวิมลสวัสดิ์ เจ้าของแฟนเพจฉันกลัวที่แคบ ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “Amazing Thailand Guide Sharing” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มมัคคุเทศก์ที่เป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด–19 ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคาร ททท. เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563


                นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “จากกระแสการท่องเที่ยวโลก (Tourism Trend) ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาวะการระบาดของโรคต่าง ๆ  โดยเฉพาะโควิด – 19 ที่ทำให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยมีแนวโน้มระมัดระวังเรื่องสุขอนามัย  ความปลอดภัย และการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ททท. จึงได้จัดทำโครงการ Amazing Thailand Guide Sharing เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะมัคคุเทศก์ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ ให้สามารถปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยววิถีใหม่
 

พร้อมทั้งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวผ่านการแบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยว จากมัคคุเทศก์ที่มีแง่มุมน่าสนใจ และสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด BEST ( B – Booking  E – Environment  S-Safety T-Technology) 7GREENs และ Responsible Tourism ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วไปได้ถือเป็นแนวปฏิบัติ โดยสอดคล้องกับนโยบายและแผนงานในการผลักดันให้ประเทศไทย มุ่งสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม (Preferred Destination) อย่างยั่งยืน ในการเป็นจุดหมายปลายทางที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างมี  ความรับผิดชอบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะช่วยเพิ่มคุณค่าแบรนด์ประเทศไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้อีกด้วย”

               นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว (ททท.)  “กล่าวว่า     ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ททท. ได้ดำเนินโครงการเพื่อเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลายโครงการ อาทิ  โครงการ Amazing Thailand Safety & Administration (SHA) ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยให้กับสถานประกอบการ 10 ประเภทกิจการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ในส่วนของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มมัคคุเทศก์เป็นกลุ่มที่ ททท. ให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ดูแลนักท่องเที่ยวทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การสังเกตอาการป่วยในเบื้องต้น การให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งช่วงการระบาดของโควิด–19 ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 ททท. จึงได้จัดทำโครงการ Amazing Thailand Guide Sharing “ทุกเรื่องราวจากไกด์ ถ่ายทอดเมืองไทยสวยงาม” โดยขอเชิญชวนมัคคุเทศก์ที่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพถูกต้องตามกฎหมาย มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) ในรูปแบบคลิปวิดิโอที่ถ่ายทำจากแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยซึ่งเป็นสถานที่จริง ความยาวไม่เกิน 2 นาที เป็นบรรยายเป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศที่ตนเองถนัด โดยสามารถจัดส่งผลงานผ่านเว็บไซต์ www.tatguidesharing.com ได้ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม - 15 กันยายน 2563 ซึ่ง 6,000 วิดีโอคลิปแรกเท่านั้น จะได้รับเงินรางวัลคลิปละ 800 บาท โดย 1 คน สามารถส่งผลงานได้สูงสุด 3 วิดีโอคลิป พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการผลิตสื่อสร้างการรับรู้การท่องเที่ยวไทยโดยสื่อสารผ่านตัวมัคคุเทศก์ จำนวน 30 เรื่องราว ซึ่ง ททท. จะทำการเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์สู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป”

            ด้าน นายวิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องยกเลิกการเดินทาง รวมถึงการหยุดชะงักการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยจากมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งแน่นอนว่าการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและบุคลากรด้านท่องเที่ยว โดยเฉพาะมัคคุเทศก์ไทยที่มีอยู่หลายหมื่นคนทั่วประเทศ ประสบปัญหาการขาดรายได้และปัญหาการว่างงาน ดังนั้น การที่ ททท.ได้ริเริ่มดำเนินโครงการ Amazing Thailand Guide Sharing ขึ้นมา ถือได้ว่ามีส่วนช่วยสนับสนุนมัคคุเทศก์ไทยได้เป็นอย่างมาก 

นอกจากช่วยเหลือด้านรายได้ส่วนหนึ่งแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ให้มัคคุเทศก์สามารถแสดงศักยภาพของตนเอง ผ่านการแบ่งปันประสบการณ์นำเที่ยวและการเดินทางอันน่าประทับใจ ซึ่งหลากหลายเรื่องราวอาจเป็นเรื่องลับเฉพาะหรือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่นักท่องเที่ยวจะได้ทราบ เมื่อใช้บริการนำเที่ยวจากมัคคุเทศก์เท่านั้น”

                ส่วน นางสาวศศิวิไล โสภณวิมลสวัสดิ์ เจ้าของแฟนเพจฉันกลัวที่แคบ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่ได้เก็บเกี่ยวมาตลอดหลายปีนั้น พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม หรือแม้แต่ชุมชน ซึ่งความหลากหลายเหล่านี้ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ 

และอีกจุดแข็งหนึ่งคือการบริการและศักยภาพของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะมัคคุเทศก์ที่ให้บริการนำเที่ยวอย่างคุณภาพ ซึ่งการไปเที่ยวแบบใช้บริการมัคคุเทศก์ย่อมแตกต่างกับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง โดยมัคคุเทศก์มีส่วนช่วยให้นักท่องเที่ยวได้ทราบข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวนั้นอย่างถูกต้อง รวมไปถึงให้ข้อมูลเชิงลึกและเรื่องราวที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถค้นหาข้อมูลเองได้จากโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งจากมัคคุเทศก์ในพื้นที่มากยิ่งขึ้นด้วย”


      ทั้งนี้ มัคคุเทศก์ที่สนใจ สามารถแบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยวในรูปแบบ New Normal ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด 7GREENs และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ผ่านเว็บไซต์ www.tatguidesharing.comw ได้ตั้งแต่วันที่ วันที่ 3 สิงหาคม-15 กันยายน 2563 ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Line @guidesharing และ TAT Call Center 1672  เพื่อนร่วมทาง ได้ในเวลาราชการ


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...