วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ชวนเที่ยวงาน "SME FESTIVAL NAKORNPATHOM 2023" ชม ชิม ช้อป ของดี ของเด่น ของดัง 7 อำเภอนครปฐม จัดโดยสมาพันธ์ เอส เอ็ม อี ไทย ร่วมกับ จังหวัดนครปฐม นั่งรถรางชมสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบองค์พระปฐมเจดีย์

ชวนเที่ยวงาน "SME FESTIVAL NAKORNPATHOM 2023"

ชม ชิม ช้อป ของดี ของเด่น ของดัง 7 อำเภอนครปฐม
จัดโดยสมาพันธ์ เอส เอ็ม อี ไทย ร่วมกับ จังหวัดนครปฐม 
นั่งรถรางชมสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบองค์พระปฐมเจดีย์



         คณะของเราพร้อมลงทะเบียน ออกเดินทาง ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง ชานชาลาที่ 4 โดยรถไฟขบวนที่ 261 (หัวลำโพง - นครปฐม) ไปนครปฐม โดยสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) นำโดยนายกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายก สธทท. และบริษัท เมืองไทย ครีเอทีฟ แอนด์ ทัวร์ เป็นผู้ดำเนินงาน




          เมื่อถึงสถานีรถไฟนครปฐม จังหวัดนครปฐม คณะของเราก็ได้รับการกล่าวต้อนรับจาก พี่จิ๋ม-วรินทร ทองพูน ที่ปรึกษาสมาพันธ์ SME นครปฐม - ประธานที่ปรึกษา สธทท. และ
นายวชิระวัจน์ รุจิวรพัฒน์ รองประธานฝ่ายท่องเที่ยวสมาพันธ์ SME นครปฐม ท่าด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่น ท่ามกลางเสียงเป่าเพลงแซกโซโฟนอันไพเราะ

           จากนั้นคณะของเราก็เดินทางโดยรถราง โดยมีอาจารย์ สุนัน ธัชช้ย เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ตลอดเสันทางการเดินทาง โดยแวะจอดจุดแรกคือ "วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร" เพื่อสักการะ "องค์พระปฐมเจดีย์" ซึ่งเป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่สันนิษฐานว่าสร้างสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย  พระปฐมเจดีย์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยขณะทรงผนวช ได้เสด็จธุดงค์มานมัสการพระเจดีย์องค์เดิม ซึ่งเป็นพระสถูปโบราณทรงบาตรคว่ำแบบเจดีย์อินเดีย มียอดปรางค์สูง 84 เมตร สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 4 เมื่อทรงลาผนวช และเสวยราชสมบัติราวปี พ.ศ. 2396 โปรดฯ ให้ก่อพระเจดีย์ใหม่หุ้มองค์เดิมไว้ พร้อมสร้างวิหารคดและระเบียงโดยรอบ แต่งานก่อสร้างไม่ทันแล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคต การก่อสร้างพระเจดีย์ครอบองค์ใหม่แล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2413 รวมเวลาก่อสร้าง 17 ปี พระเจดีย์องค์ใหม่เป็นทรงระฆังคว่ำแบบลังกา มีความสูงจากพื้นดินถึงยอดมงกุฎ 120.5 เมตร ฐานเจดีย์วัดโดยรอบ 233 เมตร ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงบูรณะวัดให้สง่างามมากขึ้น มีการเขียนภาพพระเจดีย์องค์เดิมและภาพต่างๆ ไว้ที่ผนังของพระวิหารหลวง และรื้อมุขวิหารด้านทิศเหนือให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระร่วงโรจนฤทธิ์" เป็นพระพุทธรูปยืนประทานอภัย โดยได้พระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท มาจากเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย วัดนี้ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 และทุกปีจะมีการจัดงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง วันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 (ช่วงเดือนพฤศจิกายน) 




         หลังกราบสักการะขอพรองค์พระปฐมเจดีย์และพระร่วงโรจนฤทธิ์แล้ว ก็เดินเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัดพระปฐมเจดีย์ ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกตรงข้ามพระอุโบสถ ภายในเป็นที่เก็บโบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดนครปฐม ทั้งสมัยบ้านเชียง สมัยทวารวดี เช่น พระพุทธรูป ธรรมจักรหิน หินบดยา ลูกประคำดินเผา กำไลข้อมือ เงินโบราณ ฯลฯ และเป็นที่เก็บหีบศพของย่าเหล และโต๊ะหมู่บูชาที่ใช้ในพิธีศพของย่าเหล พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์-อังคาร) เวลา 08.00-16.30 น. สอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานจัดประโยชน์และรักษาองค์พระปฐมเจดีย์ โทร. 034-242-143




             หลังเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์องค์พระปฐมเจดีย์ ก็เดินทางไปเที่ยวชมงาน "SME FESTIVAL NAKORNPATHOM 2023" ณ บริเวณหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งจัดงานมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 นี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการเพิ่มยอดขาย และกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนครปฐม และพร้อมทั้งสร้างความภูมิใจให้คนรุ่นใหม่ในการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นต่อไป โดยคณะของเราเดินภายในงาน ก็จะพบกับบู้ทแสดงและจำหน่ายสินค้า สินค้า OTOP และของกิน ของใช้ในครัวเรือนของแต่ละอำเภอ คณะของเรา ทั้งกินทั้งช้อปของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน รวมทั้งมีกิจกรรมสันทนาการ และยังมีกิจกรรมที่หลากหลายที่สร้างการรับรู้ในสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ เป็นการสร้างความสัมพันธภาพ มีเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมประกวดคลิปวีดีโอ ทำคอนเท้นท์ ชิงรางวัล และมีกิจกรรมที่สนุกสนานน่าสนใจอีกหลายอย่าง




         ตกบ่ายคณะของเราก็นั่งรถรางไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยรอบองค์พระปฐมเจดีย์ ไม่ว่าจะเป็น "พระราชวังสนามจันทร์" ซึ่งในขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะที่ดำรงพระราชอิสริยยศยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ก็ได้ทรงรับพระราชภาระจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่าให้ปูกระเบื้องประดับองค์พระปฐมเจดีย์ ทำให้ทรงมีความคุ้นเคยกับบริเวณแถวนี้ และทรงตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของเมืองนครปฐม พระองค์จึงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังที่ประทับในการแปรพระราชฐานมายังเมืองนครปฐมแห่งนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขอซื้อที่ดินจากราษฎร เพื่อจัดสร้างพระราชวัง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิสุกรรมศิลปประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี) เป็นผู้ออกแบบและดำเนินการก่อสร้าง โดยพระราซทานนามพระราชวังแห่งนี้ว่า "พระราชวังสนามจันทร์ "
ภายในพื้นที่พระราชวังสนามจันทร์ประกอบด้วยพระตำหนัก, พระที่นั่ง, และสิ่งอื่นๆ ที่น่าสนใจหลายแห่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์, พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์, พระตำหนักทับขวัญ, พระตำหนักทับแก้ว, พระที่นั่งพิมานปฐม, พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี, พระที่นั่งวัชรีรมยา, พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ เป็นต้น



        หลังชมพระราชวังสนามจันทร์โดยรอบแล้ว ก็กราบสักการะ "เทวาลัยคเณศร์" (ศาลพระพิฆเนศวร) ซึ่งมีพุทธลักษณะเป็นองค์สีดำเนื้อสำริด ประทับในท่านั่งสมาธิราบ มี 2 พระกร ทรงบ่วงบาศ สวมเทริดหรือชฎาทรงเตี้ย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นศาลเทพารักษ์ ตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระพิฆเนศ เจ้าแห่งศิลปวิทยาการ การประพันธ์ เพื่อบวงสรวงและความเป็นสิริมงคลแห่งพระราชวังสนามจันทร์ ปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระราชวังแห่งนี้ และมีความพิเศษคือเราจะสามารถมองเทวาลัย พระปฐมเจดีย์ และพระที่นั่งพิมานปฐม ในเส้นแนวตรงเดียวกัน ถ้ามองลอดผ่านฐานพระพิฆเนศ จะเห็นพระปฐมเจดีย์ หรือพระที่นั่งได้อย่างงดงาม 



         ต่อด้วยการสักการะ "พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว" เป็นพระบรมรูปหล่อขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริงในพระอิริยาบถประทับนั่งบนเก้าอี้สนาม พระหัตถ์ขวาทรงปากกา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายทรงสมุดสำหรับจดบันทึกการซ้อมรบเสือป่า ฉลองพระองค์เสือป่าราบหลวงอย่างเก่าแบบทรงม้า ด้วยฝีมือการออกแบบและปั้นหล่อของช่างจากกรมศิลปากร โดยชาวนครปฐมต่างพร้อมใจกันจัดสร้างพระบราราชานุสาวรีย์เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน



            จากนั้นชมอนุสาวรีย์ย่าเหล เป็นรูปหล่อด้วยโลหะขนาดเท่าตัวจริงของสุนัข ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง ย่าเหลเป็นสุนัขพันธุ์ทาง ขนยาวปุกปุย หางเป็นพวง สีขาวด่างดำ หูตก เกิดในเรือนจำจังหวัดนครปฐม เป็นสุนัขของหลวงชัยอาญา (โพธิ์ เคหะนันท์) ซึ่งเป็นพะทำมะรง (ผู้ควบคุมนักโทษ) พระองค์ทรงพบเข้าเมื่อครั้งเสด็จฯ ตรวจเรือนจำ ทรงพอพระราชหฤทัยและทรงนำย่าเหลมาเลี้ยงไว้ ด้วยความที่ย่าเหลเป็นสุนัขที่เฉลียวฉลาดและจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านจนเป็นที่โปรดปราน เป็นเหตุให้มีผู้อิจฉาริษยาและลอบยิงย่าเหลตายในที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโศกเศร้าอาลัยย่าเหลมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปย่าเหลด้วยทองแดงตั้งไว้หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และทรงพระราชนิพนธ์กลอนไว้อาลัยย่าเหล ติดไว้ที่แท่นใต้รูปหล่อนั้นด้วย





              ตามด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลไทย "พิพิธภัณฑ์คณะฟุตบอลแห่งสยาม" ดำเนินการจัดตั้งโดยสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงให้การสนับสนุนและส่งเสริมกีฬาลูกหนังของชาติไทย  ภายในพิพิธภัณฑ์จะนำเสนอเรื่องราววิวัฒนาการกีฬาฟุตบอลในลประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา โดยจะแบ่งเป็นห้องๆ ห้องโถงกลาง จัดแสดงเรื่อง "ยุคทองของฟุตบอลเมืองสยาม" (พ.ศ.2443 - 2475) ห้องโถงด้านหลัง จัดแสดงเรื่อง "พระผู้พระราชทานกำเนิดฟุตบอลสยาม" ห้องโถงด้านซ้าย จัดแสดงเรื่อง "ยุครุ่งเรืองของฟุตบอลไทย" (พ.ศ. 2500 - 2520) รวบรวมสิ่งของทรงคุณค่าของทีมชาติไทย อาทิ กระเป๋า เสื้อเบลเซอร์ และบัตรประจำตัวนักฟุตบอลโอลิมปิค, บันทึกต้นฉบับพิมพ์ดีดของวิวัฒน์ มิลินทจินดา หัวหน้าทีมชาติไทยชุดเมลเบิร์น, ธงตราสัญลักษณ์โอลิมปิค พร้อมลายมือชื่อนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดเม็กซิโก, เสื้อทีมชาติไทยชุดโอลิมปิค เม็กซิโก, เสื้อแข่งขันดาราเอเชียทีมชาติไทย เป็นต้น




              ชมความเป็นมาประวัติฟุตบอลจนจุใจ ก็เดินทางต่อไปยัง "วัดไผ่ล้อม" วัดพัฒนาตัวอย่่างของตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง วัดแห่งนี้สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยพระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา ได้เกณฑ์ชาวมอญที่ได้อาศัยอยู่ใต้โพธิสมภารมาช่วยกันบูรณองค์พระปฐมเจดีย์ และชาวมอญเหล่านี้ได้มาพักอาศัยอยู่ ณ บริเวณสวนป่าไผ่ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ ในกาลต่อมาที่บริเวณนี้ก็ร้างผู้คน ดงไผ่ขึ้นหนาทึบกลายเป็นที่สงบ ร่มเย็น พระภิกษผู้แสวงหาธรรมหลายรูปต่างจาริกมาวิเวก ปักกลดบำเพ็ญสมณธรรม ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเห็นว่า สถานที่บริเวณนี้สมควรตั้งเป็นสำนักสงฆ์ จึงได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดพระปฐมเจดีย์มาจำพรรษาเป็นครั้งคราว เมื่อมีภิกษุมาจำพรรษามากขึ้น ผู้คนก็มาอยู่อาศัยมากขึ้น ทำให้ป่าไผ่ที่เคยหนาทึบได้ถูกชาวบ้านหักล้างถางพงจนหมด เพื่อไปทำที่อยู่อาศัย จะมีหลงเหลืออยู่บ้างก็บริเวณรอบๆ วัดเท่านั้น จึงกลายเป็นที่มาของชื่อวัดว่า "วัดไผ่ล้อม"
 



ต่อมาวัดไผ่ล้อมแห่งนี้ร้างขาดเจ้าอาวาสอยู่นาน กระทั่งปี พ.ศ. 2486 ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้งพระมงคลสิทธิการ (พูล อตฺตรกฺโข) ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่วัดพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่ตอนนั้นที่วัดยังไม่มีอุโบสถไว้ประกอบสังฆกรรม พระอาจารย์พูลจึงปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่ และญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างอุโบสถขึ้น โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2490 และแล้วเสร็จในอีก 3 ปีต่อมา และยังได้ดำเนินการสร้างเสนาสนะ ทำให้วัดไผ่ล้อมแห่งนี้มีความเจริญทางถาวรวัตถุขึ้น อาทิ ศาลาการเปรียญ โรงเรียนปริยัติธรรม ศาลาฌาปนสถาน ศาลาปฏิบัติ หอระฆัง กุฏิสงฆ์ โรงเรียนวัดไผ่ล้อม เป็นต้น วัดไผ่ล้อมเป็นวัดที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก





           เมื่อมาถึงคณะของเราได้เข้าพบ "พระครูปลัดสิทธิวัฒน์" หรือ "หลวงพี่น้ำฝน" เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ท่านได้บรรยายธรรมและให้พรแก่คณะของเรา ก่อนมอบเหรียญท้าวเวสสุวรรณ เพื่อเป็นสิริมงคลและป้องกันภยันตรายอีกด้วย จากนั้นคณะของเราก็กราบสักการะสรีระสังขาร "พระมงคลสิทธิการ" (พูล อตฺตรกฺโข) หรือที่คนรู้จักในนาม "หลวงพ่อพูล" ที่ละสังขารนานแล้ว แต่ร่างกายยังไม่เน่าไม่เปื่อย ในโลงแก้วที่วางอยู่บนมือรูปเหมือนหลวงพ่อพูลองค์ใหญ่ หน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง  5 เมตร นั่งบนหนุมานในศาลากรุวิมานุสรณ์ รวมทั้งกราบสักการะ "กุมารทองสมบัติ" เล่ากันว่าเป็นกุมารทองที่อยู่กับหลวงพ่อพูลมาตั้งแต่สมัยที่ท่านยังหนุ่ม ตั้งแต่ที่ท่านเดินทางไปเป็นพระคู่สวดที่สุพรรณบุรีพร้อมกับหลวงพ่อเต้าและหลวงพ่อล้ง ในครั้งนั้นหลวงพ่อพูลได้กุมารทองกลับมาด้วย เป็นกุมารทองขนาดใหญ่ เนื้อโลหะสัมฤทธิ์ ฐานกว้าง 9 นิ้ว สูง 15 นิ้ว ท่านจึงนำมาประดิษฐานไว้ที่กุฏิของท่าน และตั้งชื่อให้ว่า “กุมารทองสมบัติ” โดยกุมารทองนี้ได้รับการเลื่องลือในเรื่องของโชคลาภ ธุรกิจค้าขาย จึงทำให้มีผู้คนแวะเวียนกันมาไหว้ทุกวัน 




และยังมี "พระพุทธเมตตาปางประทานพร" สีทององค์ใหญ่ เปล่งประกายรัศมีงดงาม นอกจากนี้ยังมี" องค์พระองคุลีมารเถระ" องค์ใหญ่ ที่ลีลาท่าทางดูน่าเกรงขาม ทำให้เกรงกลัวต่อบาป, "เจ้าแม่กวนอิมพันกร" ที่แกะสลักจากไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมี "พระพิฆเณศวร" มหาเทพแห่งความสำเร็จ เทพแห่งชัยชนะ เจ้าแห่งสติปัญญา ที่แกะจากไม้ตะเคียนศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ มีเศียรเป็นช้าง มีพระกรรณกว้างใหญ่ มีงายาว แต่ทรงมีร่างกายเป็นมนุษย์ มี 4 กร มีมนต์ขลังพลังอำนาจยิ่งใหญ่ ผู้คนจึงนิยมมากราบไหว้บูชา




         แล้วก็ได้เวลาอำลาจังหวัดนครปฐม เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพด้วยรถไฟ (นครปฐม - หัวลำโพง) ขบวนที่ 262
#สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.)
#บริษัท เมืองไทย ครีเอทีฟ แอนด์ ทัวร์ จำกัด
#สมาพันธ์ เอส เอ็ม อี ไทย
#จังหวัดนครปฐม
#SME FESTIVAL NAKORNPATHOM 2023
#การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.)

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

"ฐาปนีย์" รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ต้อนรับคณะขบวนคาราวาน Porsche Vietnam Club และ Porsche Thailand Club อีกหนึ่งกลุ่ม นักท่องเที่ยวคุณภาพ Fanclub เมืองไทย

"ฐาปนีย์" รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ต้อนรับคณะขบวนคาราวาน Porsche Vietnam Club และ Porsche Thailand Club อีกหนึ่งกลุ่ม นักท่องเที่ยวคุณภาพ Fanclub เมืองไทย



     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยนายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง ททท. และนายชาญยุทธ เศวตสุวรรณ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร ร่วมต้อนรับคณะขบวนคาราวาน Porsche Vietnam Club และ Porsche Thailand Club ซึ่งดำเนินการจัดกิจกรรมในระหว่างที่คณะมาพักในกรุงเทพฯ ด้วยการขับรถยนต์ท่องเที่ยว รอบเกาะรัตนโกสินทร์ จำนวน 25 - 30 คัน ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566



     โดยมีจุดปล่อยขบวนรถคาราวาน บริเวณด้านหน้าโรงแรมสยามเคมปีนสกี้ ในวันอังคารที่ 2 ฤษภาคม พ.ศ.2566 และร่วมประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครเพื่อจุดประสงค์ในการกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวคาราวานรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนให้กว้างขวางมากขึ้น



     การขับรถแบบ Bangkok road show เน้นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร และยังเป็นการประชาสัมพันธ์อย่างเยี่ยมยอดให้แก่วงการธุรกิจท่องเที่ยว ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญแก่วงการธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่จะเผยแพร่และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่รักในการผจญภัยรูปแบบคาราวานรถยนต์เข้ามาในประเทศมากขึ้นในอนาคต

#AmazingThailand

#365วันมหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน 

#BangkokRoadShow

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ร่วมสร้างความยั่งยืนให้สังคม เยาวชน ภายใต้กรอบแนวคิด ESG เพื่อพัฒนาชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ร่วมสร้างความยั่งยืนให้สังคม เยาวชน 

ภายใต้กรอบแนวคิด ESG เพื่อพัฒนาชีวิตและสิ่งแวดล้อม

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป บริษัทบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม เยาวชน และสังคมมาโดยตลอด จึงประกาศเจตนารมณ์ผ่านนโยบาย CSR ภายใต้กรอบแนวคิด ESG (Environment Social และ Governance) และสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UNSDGs) ซึ่งประกอบด้วย 4 หัวใจหลักที่สอดคล้องชื่อองค์กร ได้แก่ “O” Opportunity มุ่งเน้นการให้โอกาส ทั้งในโอกาสด้านการศึกษาหรือทุนทรัพย์แด่ผู้ที่ขาดแคลน “N” Nature มุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาขยะ มลพิษ หรือ น้ำเสีย เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน “Y” Youth มุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผ่านการมอบประสบการณ์การเรียนรู้ การขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ต่อยอดสู่การทำงานในอนาคต และ “X” Collaboration การจับมือเป็นพันธมิตรกับองค์กรที่มีความใส่ใจในเรื่องของการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อรวมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ตอบแทนคืนสู่สังคม

 “นโยบาย 4 ด้านข้างต้นเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ซึ่งได้ถูกผลักดันสู่โรงแรมในเครือออนิกซ์ฯ เพื่อร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม เยาวชนและสังคม อีกทั้งยังตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวปัจจุบันที่นอกจากจะมองหาที่พักที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แล้ว ยังมองหาที่พักที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย” 

          สำหรับกิจกรรมปี 2566 ในด้านสิ่งแวดล้อม ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ มูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESF) และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF Thailand) ในการจัดทำโครงการ Environmental Education Tour ซึ่งเป็นกิจกรรม Road Show เพื่อมอบความรู้ และสร้างการตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมให้แก่นักเรียนใน 8 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ โดยจะถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 - กุมภาพันธ์ 2567 ภายใต้หัวข้อการจัดการขยะจากการประมงและขยะทะเล การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก การฟื้นฟูแนวปะการัง การรณรงค์สภาวะโลกร้อน การจัดการไมโครพลาสติก การอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ และการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

         นอกจากนั้นยังจับมือร่วมกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ในการติดตั้งชุดเครื่องชาร์จไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ EV Station PluZ ในพื้นที่โรงแรมเครือออนิกซ์ฯ ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าของโรงแรมที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า นับเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และช่วยปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการแสดงออกถึงการกระทำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ ด้านการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ได้จัดตั้งโครงการ Exclusive Pre-Employment Program ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือพิเศษระหว่างออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ปกับมหาวิทยาลัย มอบโอกาสให้กับนักศึกษาเข้าฝึกงานที่โรงแรมในเครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ปเป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยมีรายได้ตลอดช่วงฝึกงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่จบการฝึกงานและผ่านการคัดเลือกรับเข้าเป็นพนักงานประจำที่โรงแรมในเครือทั้งในและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ยังเอื้อประโยชน์ด้านการพัฒนาต่อยอด ปรับปรุงหลักสูตรสำหรับการเรียนการสอนในสายงานโรงแรมร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและบริษัทฯ ด้วย โดยปัจจุบันนำร่องโครงการร่วมกับทางมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางภาคเหนือ อาทิ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งเฟสแรกจะเริ่มกับโรงแรมในเครือฯ 8 แห่ง ได้แก่ อมารี ประตูน้ำ กรุงเทพฯ อมารี พัทยา อมารี ภูเก็ต อมารี หัวหิน อมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โอโซ่ ภูเก็ต โอโซ่ นอร์ธ พัทยา และโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ และจะขยายไปยังโรงแรมในเครือฯ ทั้งหมดทั้งในประเทศและต่างประเทศในเฟสถัดไป

ทั้งนี้ นอกจาก 2 โครงการข้างต้น ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังมีโครงการที่ดำเนินการร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนร่วมกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

"เสธ.หิมาลัย" พบน้องนิสิต ม.พะเยา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมชื่นชมเด็กรุ่นใหม่กล้าแสดงความคิดเป็นของตัวเอง มั่นใจประชาธิปไตย เติบโตอย่างเข้มแข็ง

"เสธ.หิมาลัย" พบน้องนิสิต ม.พะเยา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น 

พร้อมชื่นชมเด็กรุ่นใหม่กล้าแสดงความคิดเป็นของตัวเอง 

มั่นใจประชาธิปไตย เติบโตอย่างเข้มแข็ง

       ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ภาคเหนือ ร่วมกับ นายดีระพัฒน์ ธนนันทพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.พะเยา,นายมานัส ทาระจีน ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.พะเยา และ ดร.ไพโรจน์ ตันบรรจง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.พะเยา,นายดลนรุตม์ ชาญเศรษฐนนท์ ลำปางเขต 2,พ.ต.ต.หญิง ดร.นงเยาว์ อาทิตยานนท์ ลำปาง เขต 3 ได้ร่วมกิจกรรมและเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา และประชาชนที่มาเข้าร่วมครั้งนี้กว่า 300 คน ที่ มหาวิทยาลัยพะเยา อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา


      สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย ผู้สมัครและทีมงานได้นั่งพื้นร่วมเสวนาพูดคุยกับกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา และประชาชนที่มาร่วมพูดคุย โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ทั้งระดับจังหวัดและประเทศ พร้อมกับแนะนำผู้สมัครทั้ง 3 เขต กับนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาและประชาชนที่มาร่วมงานครั้งนี้


      โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น นโยบายด้านการศึกษา ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)การส่งเสริมทุนการศึกษาและวิจัยต่างๆ ,ทุนวิชาชีพ 1 อำเภอ 1 ทุนและระบบการเกณฑ์ทหาร ระบบการดูแลทหารในกองทัพ ซึ่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง แต่สามารถพูดคุยหาทางออกได้ มีการส่งเสียงต่อต้านลุงตู่เล็กน้อย จากบุคคลภายนอกประมาณ 10 กว่าคน แต่น้องๆนิสิต ได้ช่วยกันข้อร้องให้กลุ่มดังกล่าวหยุดการกระทำ ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีจากกลุ่มดังกล่าว


       ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ กล่าวว่า ทางผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 3 เขตได้มีความคิดเห็นตรงกันว่า ควรจะมารับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่โดย ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อรับฟังและเสวนากับนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ ปัจจุบันนี้ นักศึกษาหรือ เยาวชนรุ่นใหม่ สนใจเรื่องการเมือง ซึ่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครั้งนี้ นำ 2 นโยบายสำคัญมาพูดคุยให้กับน้องๆนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาให้เข้าใจมากขึ้นคือ ทุนวิชาชีพ 1 อำเภอ 1 ทุน ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้กับน้องๆในการประกอบวิชาชีพได้เร็วขึ้น สามารถสร้างรายได้ และพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต ในส่วนระบบการเกณฑ์ทหารเข้าไปเป็นกำลังพลของประเทศ และระบบการดูแลทหารในกองทัพนั้น วันนี้ได้ชี้แจงกับน้องๆ ว่าการเป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คิด ซึ่งในอนาคตกองทัพมีการพัฒนาระบบในการบริหารจัดการกำลังพลให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงฝากให้น้องๆมองสิ่งที่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งทางพรรครวมไทยสร้างชาติ มั่นใจว่า มหาวิทยาลัยพะเยาแห่งนี้ จะเป็นคลังสมองที่รวบรวมนักปรัชญาการเมือง โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาเหล่านี้ ซึ่งในอนาคตเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวจะเข้ามาช่วยในการพัฒนาการศึกษา รวมทั้งทางการเมืองและอื่นๆ เพื่อพี่น้องชาวจังหวัดพะเยาต่อไป




ครูรัก-ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ พร้อมด้วยศิลปิน นักร้อง ร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งพลังใจให้เด็กๆ บ้านพระพร

ครูรัก-ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ พร้อมด้วยศิลปิน นักร้อง 

ร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งพลังใจให้เด็กๆ บ้านพระพร






           ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ (ดารานักแสดง, ผู้กำกับฯ และผู้เขียนบท) พร้อมด้วยครูเต๋า ภราดร เพ็งศิริ (ศิลปิน นักร้อง , Voice Director) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งพลังใจให้เด็กๆ บ้านพระพร ร่วมกับเด็กๆ กลุ่ม Voize Academy Thailand , คณะละครนกกระจิบของพ่อ





           ในการทำกิจกรรมสร้างสุข ทางด้านเสียงดนตรีและละครเวที รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับนักร้อง นักแสดง คนบันเทิง อาสาสมัครที่มาร่วมกันแบ่งปันความสุขและมีการมอบข้าวสาร อาหารแห้ง ของใช้จำเป็นให้กับมูลนิธิฯ เพื่อส่งต่อให้กับเด็กๆ ณ บ้านพระพร จำนวนกว่า 100 ชีวิต พร่้อมในกิจกรรมยังมีการเล่นเกมส์สร้างความสนุกสนาน และมีอาหารจาก เอ-ส่งสุข เอ-สุรพันธ์ ชาวปากน้ำ, เชฟเบิร์ด-นันทชัย กู้ชาติ, ออฟ-เอเอฟ 6




            และไอศครีมจาก #ชมรมนักข่าวบันเทิง, #มูลนิธิช่างภาพสื่อมวลชน และผู้ใหญ่ใจดี มาร่วมมอบความอร่อย รวมถึงได้ฟังเพลงเพราะจาก วงเดอะไดนามิค, ศิลปินนักร้อง วิล มาสเตอร์คีย์, ปาล์ม แพมเมล่า, ออฟ เอฟ 6 (ออฟ ชาญณรงค์ หอมชิต) และครูเต๋า มาร่วมมอบเพลงให้ทุกคนอย่างมีความสุข

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566

สารวัตรแรมโบ้ ทำหนังสือถึง กกต. แนะนำในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทางการเมือง

สารวัตรแรมโบ้ ทำหนังสือถึง กกต. 

แนะนำในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.

เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทางการเมือง

    ด้วยในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 นี้ จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส) ทั้งประเทศ จากเหตุผลสำคัญและความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น กระผม พันตำรวจเอกสุรโชค เจษฎาเดช (สารวัตรแรมโบ้) อดีตผู้กำกับสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และคณะที่ปรึกษา จึงได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แนะนำสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนักการเมืองให้สะดวก รวดเร็ว ยุติธรรม เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทางการเมืองในโอกาสต่อๆ ไปในอนาคต

        โดยมีใจความที่สำคัญคือ ให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเลือกตั้ง มีผลทำให้การเลือกตั้งมีความสะดวก รวดเร็ว สุจริต และยุติธรรมขึ้น และขอนำเสนอพอสังเขปได้ดังนี้ คือ

1. สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดในระบบต่างประเทศที่มีประชาธิปไตยมายาวนาน การพิจารณาการยุบพรรคการเมืองนั้น จะต้องมีกระบวนการที่มีความรัดกุม มีความละเอียด และชัดเจนมาก ในต่างประเทศจะมีการยุบพรรคการเมืองน้อยมาก และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่มีการยุบพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองถือเป็นองค์กรสถาบันทางการเมืองที่อยู่ยึดติดกับประชาชน พรรคการเมืองจะต้องมีประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิใช้เสียงผ่านไปยังพรรคการเมือง โดยผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองนั้นๆ เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นการยุบพรรคการเมืองเหมือนเป็นการหยุดการพัฒนาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองทั่วประเทศที่ไม่รู้รายละเอียดของการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งตามที่กฎหมายเลือกตั้งบัญญัตไว้ จึงไม่ใช่ความผิดของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคและพรรคการเมืองนั้นต้องรับผิดชอบ ฉะนั้นผู้ที่รับผิดชอบควรเป็นกรรมการบริหารพรรคที่กระทำความผิดหรือรู้เห็นจากการร่วมกันกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้

2. ในต่างประเทศบางประเทศได้ใช้เครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยในการเลือกตั้ง เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการลงคะแนน นับคะแนน และประกาศผลคะแนนการเลือกตั้งทุกครั้งได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงเห็นสมควรที่จะนำเครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์มาพิจารณาใช้ในโอกาสต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า

3. หีบที่ใส่บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ควรเป็นหีบที่เป็นเหล็กกล้าที่ทันสมัย แข็งแรงและทนทาน ยากต่อการงัด ทุบ ทำลาย พร้อมกุญแจล็อคที่แข็งแรงมาใช้ เพื่อป้องกันการทุบ งัด รื้อ หรือทำลายได้โดยง่าย ไม่ควรนำกล่องกระดาษหรือกล่องพลาสติกมาใช้เป็นหีบใส่บัตรลงคะแนนเหมือนที่ผ่านมา

4. ควรนำกล้องวงจรปิดที่ทันสมัยแบบไร้สาย ใช้ซิมการ์ด และมีเมมเมอร์รี่การ์ด ที่สามารถบันทึกเก็บความจำได้ทั้งวันแบบออนไลน์ รวมทั้งอินเตอร์เน็ต wifi ที่สามารถบันทึกภาพและเสียงที่ได้ยินการพูดคุยอย่างชัดเจน และสามารถดูทางมือถือได้  โดยให้นำมาใช้ในหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ หน่วยเลือกตั้งละ 1-2 เครื่อง มีการบันทึกตลอดเวลาในขณะประชาชนทั่วไปมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันใช้สิทธิลงคะแนน รวมทั้งใช้บันทึกตอนนับคะแนน และประกาศผลคะแนนทุกขั้นตอน ซึ่งปัจจุบันนี้ราคาไม่แพง

5. ในบัตรเลือกตั้งควรมีบาร์โค้ดทุกใบ เพื่อเช็คได้ว่าเป็นบัตรที่มาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เกิดความสุจริตยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

6. ขอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรยกเว้นค่าสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคไม่ต้องเสียค่าสมัคร จะช่วยให้พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการลดค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและนักการเมือง ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทางการเมืองของประเทศตามนโยบายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตรง

7. ป้ายหาเสียงตามจุดต่างๆ การใช้รถแห่ป้ายหาเสียง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเป็นผู้จัดการทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองผู้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคได้หาเสียงแบบเท่าเทียมกัน และต้องไม่เสียค่าใช้จ่าย

8. ไม่ให้พรรคการเมืองและนักการเมืองออกค่าใช้จ่ายช่วยงานต่างๆ เช่น งานแต่ง งานบวช งานเลี้ยงต่างๆ แต่สามารถไปร่วมงานได้ แต่ห้ามใช้เงินช่วยค่าใช้จ่ายในงาน และประชาชนก็ห้ามเรียกรับเงินจากการช่วยงานโดยเด็ดขาด 

9. หมายเลขบัตรเลือกตั้งแบบ สส.บัญชีรายชื่อ กับหมายเลขบัตรเลือกตั้ง สส.เขต ควรที่จะเป็นหมายเลขเดียวกัน เพื่อความสะดวกง่ายต่อการจดจำของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ป้องกันการสับสนของประชาชน ประชาชนที่มีอายุมากมักจะไม่ค่อยเข้าใจ

         กระผม พันตำรวจเอกสุรโชค เจษฎาเดช (สารวัตรแรมโบ้) จึงยื่นหนังสือแนะนำในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนักการเมืองมาเพื่อพิจารณา เพื่อให้การเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไปสะดวก รวดเร็ว และสามารถตรวจสอบได้ กระผมไม่มีเจตนาที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการให้ประเทศชาติมีพรรคการเมือง นักการเมืองที่ซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม และลดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการเลือกตั้งในโอกาสต่อไป


  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...