วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Reboot Your Balance เคลื่อนไหวอย่างสมดุล มั่นใจ ไร้กังวล ฟื้นตัวไวั ด้วยมาตรฐานการส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตด ERAS (Enhanced Recovery After Surgery)

Reboot Your Balance เคลื่อนไหวอย่างสมดุล มั่นใจ ไร้กังวล ฟื้นตัวไวั ด้วยมาตรฐานการส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตด ERAS (Enhanced Recovery After Surgery)

                   สิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้ผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลัง คือ ความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด และระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นตัว การรักษารูปแบบ ERAS (Enhanced Recovery After Surgery) คือ แนวทางปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วย ตั้งแต่ก่อนผ่าตัดจนถึงหลังผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัดขนาดเล็ก การผ่าตัดด้วยเทคนิคและอุปกรณ์เสริมพิเศษที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อที่แผ่นหลังน้อย โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของบุคลากรทางการแพทย์สหสาขา(Multidisciplinary Approach) เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไว สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้โดยเร็ว

นพ.สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ผู้อำนวยการศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยศัลยแพทย์กระดูกสันหลังร่ได้แก่  นพ. ชัยเดช สระสมบูรณ์ นพ.คณิต จำรูญธเนศกุล และน.อ. นพ.ทายาท บูรณกาล ร่วมแถลงข่าว Reboot Your Balance with ERAS เคลื่อนไหวอย่างสมดุลมั่นใจ ฟื้นตัวไว ไร้กังวล ด้วย ERAS  โดยมี ทพญ. ปิยะมล อัลบูสทานี ผู้ป่วยมาร่วมพูดคุยถึงความสำเร็จของการรักษากระดูกสันหลังด้วยการรักษาแบบ ERAS ที่  ชั้น1 โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อวันศุกร์ที่ 9  ตุลาคม 2563 

         นพ.สาริจฉ์ ศรีสุภาพ  ผู้อำนวยการศูนย์กระดูกสันหลัง  รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ศูนย์กระดูกสันหลัง รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ได้เลือกสรรวิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งการรักษาในรูปแบบการส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ERAS (Enhanced Recovery After Surgery) นั้น ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไว ลดอาการแทรกซ้อนได้ดี ให้สมกับความมุ่งมั่นที่ว่า “Customized the Best Treatment of Individual Patient” 

พร้อมให้การรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับ  โดยได้ให้การรักษาผู้ป่วยแล้วกว่า 300 ราย ซึ่งได้ผลลัพธ์ในการรักษาเป็นที่น่าพอใจ 

               อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมความชำนาญทางการแพทย์สำหรับให้บริการการรักษาอาการปวดคอและหลังด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ คือ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศัลยแพทย์ระบบประสาท ทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ด้านระงับปวดและพยาบาลที่มีความชำนาญและได้รับการอบรมเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง ครอบคลุมการรักษาอาการปวดคอและหลัง ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อค้นหาตำแหน่งในการปวด แล้ววางแผนการรักษาโดยเลือกเทคนิคการผ่าตัดและการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ซึ่งเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานตามหลักสากล ลดการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น  

        นพ.ชัยเดช สระสมบูรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง กล่าวว่า เนื่องด้วยในปัจจุบันองค์ความรู้และวิวัฒนาการด้านการแพทย์มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมาก ทำให้การผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทมีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีกว่าในสมัยก่อน โดยเฉพาะการผ่าตัดที่ศูนย์กระดูกสันหลัง รพ. กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล เราใช้มาตรฐานการผ่าตัดรักษาที่เป็นมาตรฐานสากลและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังมีความปลอดภัยมากขึ้น ใช้เทคนิคการผ่าตัดเพื่อให้เกิดแผลผ่าตัดที่บาดเจ็บน้อยลง นอนโรงพยาบาลสั้นลง มีอัตราการฟื้นตัวที่เร็วขึ้นและกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น เรียกมาตรฐานที่ส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดนี้ว่า ERAS หรือ Enhanced Recovery After Surgery Protocols อาศัยการทำงานร่วมกันของบุคลากรทางการแพทย์สหสาขา (Multidisciplinary Approach) ดังนี้

 1.ทีมแพทย์ผ่าตัด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและการฟื้นตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดให้เร็วที่สุด 

แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดแบบ “MISS หรือ Minimally Invasive Spine Surgery” ซึ่งเป็นการผ่าตัดโดยเปิดแผลผ่าตัดขนาดเล็กและทำการผ่าตัดด้วยเทคนิคและอุปกรณ์เสริมพิเศษที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อที่แผ่นหลังน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วกว่าวิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิมและสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น 

2.ทีมวิสัญญีแพทย์ ด้วยเทคนิคการดมยาสลบและการให้ยาแก้ปวดตามโปรแกรมส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด (ERAS Protocols) จะช่วยทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาสลบและยาแก้ปวดในกลุ่มมอร์ฟีนน้อยลง 3.ทีมแพทย์กายภาพบำบัด โดยจำเป็นต้องเข้าร่วมประเมินและพูดคุยกับผู้ป่วยตั้งแต่ช่วงก่อนการผ่าตัด เพื่อแนะนำและสอนวิธีการเตรียมร่างกายก่อนผ่าตัด และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยทำกายภาพเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในระยะหลังการผ่าตัด 4.ทีมอายุรแพทย์ มีบทบาทสำคัญทั้งช่วงการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดและหลังผ่าตัด โดยการตรวจวินิจฉัยและให้ยาควบคุมในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว อาทิเช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคลิ่มเลือดอุดตัน เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปด้วยความปลอดภัย 5.ทีมพยาบาล เภสัชกร และนักโภชนาการ เป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นและมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด เพราะการผ่าตัดตามมาตรฐานส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด (ERAS) จำเป็นต้องมีการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงต้องมีความเคร่งครัดในเรื่องการเลือกใช้ยาและการควบคุมโภชนาการของผู้ป่วยทั้งในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเพื่อการฟื้นตัวและผลลัพธ์ในการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่ดีนั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่จากทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์หลากหลายสาขา ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดการฝึกอบรมบุคลากรและการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องเตรียมการมาเป็นอย่างดี เพื่อทำให้แนวทางปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ก่อนผ่าตัดจนถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ตาม ERAS Protocols เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด

การผ่าตัดด้วยวิธี MIS (Minimally Invasive Surgery) แตกต่างจากการผ่าตัดแบบเปิดกว้าง (Open Laminectomy) ที่เป็นการผ่าตัดแบบดั้งเดิม ที่จะเปิดแผลผ่าตัดตรงกลางและทำการเลาะกล้ามเนื้อบริเวณรอบกระดูกสันหลัง และเข้าไปตัดกระดูกสันหลังส่วนลามินา เป็นส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลังที่กดทับออก เพื่อทำการเปิดโพรงเส้นประสาทให้โล่ง ข้อดีการผ่าตัดแบบดั้งเดิมคือ สามารถขยายโพรงเส้นประสาทได้กว้าง แต่ข้อเสียคือ การผ่าตัดแบบเปิดกว้างทำให้มีการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบ เสียเลือดมาก และมีโอกาสทำให้โครงสร้างกระดูกสันหลังเสียความมั่นคงได้มาก การผ่าตัดแบบเปิดแผลเล็กด้วยวิธี MIS โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ (Microscopic Decompression) เป็นการผ่าตัดเพื่อขยายโพรงเส้นประสาทที่มีข้อดีคือ คนไข้เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวไว และสามารถกลับบ้านได้เร็วเมื่อเทียบกับวิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิม  

            นพ.ทายาท บูรณกาล ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง กล่าวว่า เทคนิคการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี โดยจำแนกเป็น 2 วิธีหลักได้แก่ 

1.การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังโดยวิธีการโรยกระดูกเข้าจากด้านหลัง (Posterolateral Fusion) เป็นวิธีการผ่าตัดแบบปกติเดิม การผ่าตัดชนิดนี้ต้องเปิดแผลกว้าง อัตราการเชื่อมไม่แน่นอนและติดไม่แข็งแรง 

2.การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังโดยวิธี Interbody Fusion เป็นเทคนิคการผ่าตัด โดยนำหมอนรองกระดูกสันหลังเดิมของผู้ป่วยออกเพื่อแทนที่ด้วยหมอนรองกระดูกเทียมและวัสดุกระตุ้นการเชื่อมกระดูก ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเสียเลือดน้อยกว่า การฟื้นตัวเร็วกว่าและมีอัตราความสำเร็จในการเชื่อมข้อกระดูกสูงกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม โดยเทคนิคการผ่าตัด Interbody Fusion ยังแบ่งออกเป็นอีกหลายเทคนิค แต่หนึ่งในเทคนิคกำลังเป็นที่นิยมกันมาก   คือ การผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลังแบบเข้าข้างลำตัว ด้วยวิธี ”โอลิฟ OLIF” (Oblique Lumbar Interbody Fusion) เป็นการผ่าตัดเพื่อใส่อุปกรณ์กระดูกสันหลังเทียม (Interbody Cage) จากทางด้านข้างลำตัว โดยทำการใส่อุปกรณ์ช่วยผ่าตัดทางด้านหน้าต่อกล้ามเนื้อโซแอส (Psoas Muscle) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้ากับส่วนล่างของร่างกาย เป็นวิธีการผ่าตัดที่สามารถหยิบเศษหมอนรองกระดูกเดิมที่เสื่อมสภาพออกได้มากและสามารถใส่อุปกรณ์กระดูกเทียมที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงได้ รวมทั้งยังสามารถทำได้หลายระดับ โดยบาดเจ็บน้อย ช่วยแก้ไขแนวกระดูกที่บิดเบี้ยวได้ดี และมีประโยชน์มากโดยเฉพาะในผู้สูงอายุจะปลอดภัยมากขึ้น


                นพ.คณิต จำรูญธเนศกุล ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังและร้าวชาลงขาจากกระดูกที่เสื่อมเคลื่อนคลอนและเกิดการกดทับเส้นประสาทของผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง แพทย์จะเลือกใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบทีลิฟ MIS TLIF (Minimally Invasive Surgery Transforaminal Lumbar Interbody Fusion) คือการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังผ่านกล้องเข้าทางด้านหลังแบบแผลเล็ก เป็นการผ่าตัดเพื่อขยายโพรงเส้นประสาทและใส่อุปกรณ์กระดูกเทียม (Interbody Cage) เพื่อเชื่อมกระดูกที่หมอนกระดูกสันหลัง โดยการผ่าตัดผ่านกล้องจากทางด้านหลัง และใส่โลหะดามกระดูกสันหลังผ่านรูเจาะที่ผิวหนังโดยไม่เปิดแผล วิธีนี้จึงเป็นทั้งการเชื่อมกระดูกและคลายเส้นประสาทที่ถูกกดทับไปพร้อมกัน และด้วยแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็ก จึงลดความบอบชํ้าของคนไข้ และเสียเลือดไม่มาก ลดผลข้างเคียงจากการได้รับยาฉีดแก้ปวดหลังผ่าตัดที่น้อยลง ข้อดีของการผ่าตัดชนิดนี้คือสามารถทำการขยายโพรงเส้นประสาทที่ตีบแคบได้ดี และยึดตรึงเชื่อมข้อกระดูกให้มั่นคงแข็งแรง โดยที่ปวดแผลน้อย ฟื้นตัวและลุกยืนเดินหลังผ่าตัดได้เร็ว

             ทั้งนี้  ศูนย์กระดูกสันหลังรพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล มีโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดหลัง ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้มาตรฐานตามหลักสากล ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก JCI (Joint Commission International) จากสหรัฐอเมริกา เป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมแพทย์สหสาขา พร้อมเป็นศูนย์กลางข้อมูล และให้คำปรึกษา วางแผนแนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังและคอที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับเป็นสำคัญ Reboot Your Balance เพราะเราอยากให้คุณเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล สามารถสอบถามรายละเอียดหรือรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-755-1549-50 หรือ Contact Center 1719 










พิธีมังคลาภิเษกพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี

พิธีมังคลาภิเษกพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ณ วัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี





   "โอบอุ้ม" น.ส.เหมณรัศมิ์ กิติยาณัณท์ เป็นประธานเจ้าภาพในพิธีมังคลาภิเษกพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช    โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานจุดเทียนชัย และ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี มุนี (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร ประกอบพิธีดับเทียนชัย โดยมีแขกผู้มีเกียรติ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ มาร่วมงานจำนวนมาก ณ วัดโบสถ์ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองจังหวัดปทุมธานี

พิธีมังคลาภิเษกพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เริ่มจากการประกอบพิธีบวงสรวงพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เดินทางมาถึงบริเวณมณฑลพิธี โดยมีพระราชมหาเจติยาภิบาล รักษาการเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ เข้าถวายสักการะเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ตามด้วย น.ส.เหมณรัศมิ์ กิติยาณัณท์ เจ้าภาพถวายสักการะ




จากนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเดินไปเจิมเทียนพระมหามงคลและจุดเทียนพระมหามงคล เทียนวิปัสสี เทียนนวหรคุณ โดยมีพระสงฆ์จากวัดระฆังโฆสิตาราม สวดพุทธาภิเษกกพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตามด้วยเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร ประกอบพิธีดับเทียนชัย เป็นอันเสร็จพิธี




หลังจากพิธีมังคลาภิเษกพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช "โอบอุ้ม" น.ส.เหมณรัศมิ์ กิติยาณัณท์ เป็นประธานเจ้าภาพในงานนี้  ยังได้นำข้าวสาร เครื่องดื่ม ไขไก่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาแจกให้ชาวบ้าน พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จำนวน 100 ครัวเรือนด้วย




















"โอบอุ้ม" น.ส.เหมณรัศมิ์ กิติยาณัณท์ กล่าวว่า ตนแองรักและเคารพพระมหากษัตริย์ พระราชินี เเละพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตนจีงได้ทำพิธีเทองพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาประดิษฐานที่วัดโบสถ์ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองจังหวัดปทุมธานี จนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ยังไม่มีการทำพิธีมังคลาภิเษกพระรูปฯ  วันนี้จึงถือเป็นฤกษ์ดีในการทำพิธีมังคลาภิเษกพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาร่วมพิธีถึง 2 องค์ คือ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา และเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร รวมทั้งเกจิอาจารย์ต่างๆ อย่างเช่น หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม





"ตนทำธุรกิจส่วนตัว เเต่มีใจทำเพื่อสังคมมากกว่า 10 ปี อยากตอบเเทนคุณเเผ่นดิน ขอตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี เเละพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทรงเป็นเเบบอย่างเป็นมิ่งขวัญเเก่พวกเราชาวไทยทุกคน ตนจึงขอเเสดงความกตัญญูต่อเเผ่นดิน เเม้จะเป็นส่วนที่ทำได้เล็กๆ ตามความสามารถของตนเองที่พอทำได้บ้างก็ตาม โดยครั้งนี้ได้นำข้าวสาร เครื่องดื่ม ไขไก่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาแจกให้ชาวบ้าน พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จำนวน 100 ครัวเรือนด้วย และตนรู้สึกปลื้มยินดีที่ได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของพี่น้องคนไทยด้วยกัน และจะเฝ้าติดตาม ระวัง รับมือ ป้องกัน สู้กับโควิด-19 ฟันฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน"

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถม แก่เยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ ประจำปี 2563

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถม แก่เยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ ประจำปี 2563 




                นายวิเชียร เตชะไพบูลย์  ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถม  จำนวน 1,500 ทุนๆ ละ 2,000  บาท ให้กับเด็กนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท  (สามล้านบาทถ้วน) โดยมี  นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ  คณะกรรมการฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมมอบทุนด้วย เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  ณ ห้องประชุมชั้น 2 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย


                 นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษาเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญหลักในงานสังคมสงเคราะห์ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินการมากว่า 50 ปี เพื่อเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และที่สำคัญ คือ การช่วยสนับสนุนให้แด็กเยาวชนคนดีได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่ต้องละทิ้งหรือยุติการศึกษา เติบโตขึ้นพร้อมมีวิชาความรู้ มีอนาคตตามที่มุ่งหวังของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและเป็นอนาคตที่มีคุณภาพของชาติ



                 นอกจากการมอบทุนในระดับชั้นประถมแล้ว  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังจัดให้มีการมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย คือ ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา และทุนต่อเนื่องในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดจนทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) เพื่อให้ครบวงจรการสนับสนุนเงินทุนการศึกษา รวมงบประมาณสนับสนุนทุนการศึกษา ประจำปี 2563 กว่า 17,000,000 บาท (สิบเจ็ดล้านบาทถ้วน)



.                  ตลอดระยะเวลากว่า 110 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนาเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้านต่อไป

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ยกเครื่องเศรษฐกิจ พลิกโฉมวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคสังคม จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน

ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ยกเครื่องเศรษฐกิจ พลิกโฉมวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคสังคม จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน

               คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน จัดแถลงข่าวเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน  ณ ห้อง เลอ คองคอร์ด บอลรูม ชั้น 2 โรงแรม สวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2563

         นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน เปิดเผยว่า เสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งแนวคิด ข้อมูล ข่าวสาร รวมพลังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมด้วยภาคสังคมที่เทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจะมีการแสดงพลังและส่วนร่วมจากภาคส่วน ควบคู่ภาคส่วนต่างๆ ให้เข้าร่วม โดยแสดงพลัง และพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยหลังจากต้องเชิญกับสถานการณ์ Covid-19


               1.นำเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภาครัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความเชื่อมั่น ผลักดันให้นักธุรกิจ ภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีเงินฝากในสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีการกระตุ้นให้ใช้จ่าย เพื่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในประเทศไทย นำไปสู่การสร้างรายได้กระจายสู่ภาคส่วนทุกชุมชน


อาทิเช่น การขึ้นภาษีเงินฝาก เพื่อทำให้มีการถอนเงินออกมาใช้จ่ายส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ต้องจ่ายภาษีการโอน การให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ใช้จ่ายในภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้มีการกระจายสู่ชุมชน เพราะต้องสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองในยุคปัจจุบัน โดยไม่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจในอดีต เช่น การส่งออก หรือ นักท่องเที่ยว สามารถประคองตนเองให้อยู่ได้ ดั่งเช่นเมื่ออดีตประเทศญี่ปุ่น เคยแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และใช้ของในประเทศช่วยกระตุ้น การใช้จ่ายของภาคประชาชน และเอกชน นักธุรกิจ หรือ ผู้มีศักยภาพมีเงินฝากในธนาคารเพื่อจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นเศรษฐกิจ

                ทั้งนี้จะได้ผลอย่างมากในการช่วยประเทศระหว่างการรอการฟื้นตัวของประเทศ 


                2.เชิญชวน ภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร และภาคส่วนต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจ รวมตัวช่วยเหลือภาคธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ธนาคารควรลดดอกเบี้ย ลดการชำระหนี้ หรือ พักการชำระหนี้ พร้อมกับตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ และ กิจการต่างๆ ควบคู่กับภาครัฐและเอกชนที่สามารถรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือธุรกิจทุกภาคส่วน 


อาทิเช่น ภาคการเกษตร ภาคการผลิต พร้อมส่งเสริมให้มีการซื้อสินค้า ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อผลผลิตจากห้างร้าน โรงงาน หรือสินค้าล่วงหน้าในด้านบริการ เช่น ห้องพัก ทัวร์ สปา ร้านอาหาร  หรือใดใดก็ตาม ให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนภายใต้แพลตฟอร์มของคนไทย แบบออฟไลน์ และ ออนไลน์ 

                ทังนี้ จะทำให้เงินทองไม่รั่วไหลและหมุนเวียนภายในประเทศ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับภาคประชาชน

การลดรายจ่าย คือ สามารถการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค จากโรงงาน ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง   

การเพิ่มรายได้ คือ สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับกิจการที่ปิดตัวลง ให้เกิดทุนหมุนเวียนในจ้างงานต่อไป พร้อมกับการกระจายสินค้าด้วยการขนส่ง ลดการตกงาน ช่วงระหว่างเลิกงาน หรือ วันหยุด เป็นต้น และถือว่าเป็นการกระจายสินค้าชุมชนให้กับประชาชนอีกด้วย  

          3.ร่วมแรงร่วมใจไทยทั้งชาติ เพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเสนอให้ทุกคน แสดงพลังศรัทธา สร้างความเข้าใจ เสนอ หรือ แสดงข้อเท็จจริงในสังคม ประชาชน และเยาวชน ให้เข้าใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งควรเริ่มต้นที่ทุกคน โดยเฉพาะภาครัฐ  รัฐวิสาหกิจ ภาคประชาชน โดยใช้ทุกช่องทางในการสื่อสาร นำเสนอพระราชกรณียกิจทุกพระองค์ ตั้งแต่อดีต – ปัจจุบัน พร้อมกับประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้ประชาชนได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่10) 


           อย่างไรก็ตาม ประชาชนพร้อมใจกันแสดงเทิดทูนพระมหากษัตริย์ และทำความเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นทำเพื่อประชาชน และผืนแผ่นดินไทย อย่างแท้จริง และประชาชนควรศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า ประเทศไทยดำรงอยู่ได้ ชาติดำรงอยู่ได้ด้วยความเป็นไทย เพราะสถาบันพระมหากษัตริยมาตั้งแต่อดีตกาลมา 






วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

สรรค์สร้างไทย อนาคตไทย

สรรค์สร้างไทย  อนาคตไทย

                  นักวิชาการ สถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ (สคทส.) Thai Sangsan Institute มองปัญหาสังคมวันนี้คนที่มีบทบาทหน้าที่ ”ขาดจิตสมนึกความรับผิดชอบสาธารณะ”  หรือไม่มี Accountability เดินหน้าสร้างภาวะผู้นำให้ ”New Gen” ในโครงการ Young Political Leadership มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นผู้นำมิติใหม่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสูง พร้อมเปิดตัวประธานคนรุ่นใหม่ 4 ภาค (โปรเจ็คภาวะผู้นำรุ่นใหม่)  

                  นายสมชาย  พหุลรัตน์  ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ (สคทส.) Thai Sangsan Institute กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการ ”สรรค์สร้างไทย.....อนาคตไทย” ที่ประกอบด้วยคณะกรรมการที่มีจิตอาสา จะรวมกันทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน อันประกอบด้วย ศ.ดร.สุรพล  บุญประถัมภ์ นักวิชาการด้านศาสนา, Prof.อิน  นฤหล้า นักวิชาการนานาชาติ (Program Leadership) และอดีตคณะบริหารธุรกิจเอแบค, อ.สุพัฒก์  ชุมช่วย นักวิชาการ (GTO), Prof.ปีแอร์ เดอลาลองด์  ,  Prof.สก็อต  บัดเล่ย์,  อาจารย์นิดาวรรณ เพราะสุนทร (ผอ.หลักสูตรนิติฯ ม.รังสิต) , พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช “สารวัตรแรมโบ้” ประธานมูลนิธิต่อต้านป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด (หนึ่งในแกนนำรวมพลังทำดีเพื่อแผ่นดินที่ไปจัดตั้งพรรคสร้างสรรค์ Creativity Party) รวมท้งนักวิชาการอีกหลายสาขาที่มารวมพลังกันสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ทางการเมืองให้มีภาวะผู้นำที่ดีในอนาคต

         แม้ว่าโลกทุกวันนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาวิวัฒน์และเป็นโลกในยุคเทคโนโลยี่ และเอไอ AI (หุ่นยนต์) แต่สำหรับประเทศไทยของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต้องนึกถึง 3 สถาบันหลักไว้ให้แน่นก็คือ ชาติ ศานสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคมฯ นี้ทางสถาบันฯ จะเปิดตัวเยาวชนคนรุ่นใหม่ Young Political Leadership ทั้ง 4 ภาค  ที่จะมารวมกันขับเคลื่อนทำในสิ่งดีๆ ในแผ่นดินเป็นพลังรุ่นใหม่ของสถาบันฯ และปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ต่อสังคมให้สูงมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อจะไม่ให้เขาไปคิดหรือทำในสิ่งที่ผิดๆ  ถ้าจิตสำนึกของเขาถูกปลูกฝังให้คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมต่อประเทศชาติแล้ว เราเชื่อว่าเขาจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

                       สถาบันฯ เรามีนักวิชาการที่มีความรู้และประสบการณ์การอบรมองค์กรระดับนานาชาติมาแล้ว ในการที่จะมาร่วมกันผลักดันให้เกิดพลังของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมกันสร้างและทำในสิ่งที่ดีๆี่ ในสังคมและประเทศชาติ และเดินไปพร้อมกับคนที่อาวุโสกว่าไปด้วยกัน เราจะไม่ขัดแย้งกัน...อย่างผมและท่านอาจารย์สุพัฒก์และอีกหลายๆ ท่านได้กล่าวในหลายเวทีที่ฝึกอบรมว่า ”คนส่วนหนึ่ง..หรือคนที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในบ้านเมืองของเรา บางที (บางคน) ขาดภาวะผู้นำ) และขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบสาธารณะ หรือ Accountability ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าในจิตส่วนลึกของคนๆ หนึ่ง ถ้ามีจิตที่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะต่อสังคม การตัดสินใจที่จะทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามก็มักจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรามองปัญหาของสังคม หรือแม้กระทั่งเรื่องของการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหา ประชาชนยอมรับไม่ได้ก็เพราะสิ่งที่เกิดขี้นมานั้นไม่โปร่งใสตรงไปตรงมา  เล่นพรรคเล่นพวก จึงเกิดความไม่เป็นธรรม ความรู้สึกของคนจึงยอมรับไม่ได้  ซึ่งพวกเรานักวิชาการในสถาบันฯ ทุกคนมองเห็นว่าเราต้องมาปลูกฝังและสร้างคนรุ่นใหม่ที่เขาจะต้องมามีบทบาททางสังคมหรือประเทศชาติ หรือบางคนในอนาคตอาจจะมาเป็นนักการเมือง  ให้บุคคลเหล่านี้ได้มีจิตความรับผิดชอบสาธารณะต่อสังคมและต่อประเทศชาติให้สูงมากๆ  ยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพื่อให้สังคมไทยเป๋นสังคมที่มีความสุข เราต้องรวมมือกันสร้างสรรค์ สรรสร้างสิ่งดีๆ เพื่อประเทศไทยของเรา.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 256...