วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

แด่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา      วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏานเสด็จจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.


ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศแด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในฐานะที่ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรด้วยพระราชหฤทัยตั้งมั่นอยู่บนการพัฒนาอันยั่งยืน ทรงให้ความสำคัญด้านการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ทรงดำเนินโครงการในพระราชดำริโดยให้ความสำคัญแก่เยาวชนและเด็ก ทรงเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และทรงสนับสนุนการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย และทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก ในฐานะที่ทรงเป็นนักพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงมีพระปรีชาญาณ พระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวภูฏานทั้งในด้านสุขภาวะ ความเสมอภาค การอนุรักษ์และการพัฒนา และนำพาประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ 

        ในการนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาแก่นิสิตภูฏานแด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก จำนวน 5 ทุน และถวายแด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุกจำนวน 5 ทุน จากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระราชทานพระราชดำรัส นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึกแด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และอธิการบดีจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึกแด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก 


        และในโอกาสนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ จากนั้นทอดพระเนตรการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไทย-ภูฏาน ณ หอประชุมจุฬาฯ ประกอบด้วยการแสดง 3 ชุด ได้แก่ 

- การขับร้องและบรรเลงเพลงชาติภูฏาน และเพลงชาติไทย โดยนิสิตภูฏาน วงดุริยางค์      เครื่องลมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงนักร้องประสานเสียง สโมสรนิสิตจุฬาฯ 

- การบรรเลงเพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์ โดยวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ChulaThaiYO) และวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

- การบรรเลงและขับร้องเพลง “รัตนบริบาลร่มเย็นมาช้านานทั้ง 2 แผ่นดิน” บรรเลงโดย     วงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ChulaThaiYO) โดยนิสิตโครงการพัฒนาวิชาการศิลปะไทย ประกอบการแสดงโดยนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

        ประเทศไทยและราชอาณาจักรภูฏาน มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระราชไมตรีระหว่างราชวงศ์ของทั้งสองราชอาณาจักร เสริมด้วยความร่วมมือในระดับสถาบันและประชาชนต่อประชาชน และได้รับการเกื้อหนุนจากการมีส่วนร่วมร่วมกันในกรอบภูมิภาค BIMSTEC ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความเคารพในแนวทางการพัฒนาที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและภูฏานจึงนับเป็นแบบอย่างอันงดงามของมิตรภาพในทวีปเอเชีย แสดงให้เห็นว่าคุณค่าร่วม การทูตทางวัฒนธรรม และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง สามารถหล่อหลอมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่มั่นคงและเปี่ยมความหมายได้อย่างแท้จริง

       ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับราชอาณาจักรภูฏานได้รับการสั่งสมและเสริมสร้างผ่านความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตลอดหลายทศวรรษ โดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ มีความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตภูฏานในประเทศไทย และหน่วยงานในภูฏาน ทั้งในด้านวิชาการ ด้านวัฒนธรรม และด้านความสัมพันธ์เชิงการทูต 

         ทั้งนี้ ในปีการศึกษา 2568 มีนิสิตชาวภูฏานศึกษาอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 6 คน เป็นนิสิตระดับปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัย 1 คน และนิสิตปริญญาโท 5 คน จากบัณฑิตวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” ผู้สมัครพรรคไทยชนะ ชิง ส.ส.กทม.เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน ชูเบอร์ 4 นำโชค ยึด “ธรรมาภิบาล” สู้ศึกเลือกตั้ง

“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” ผู้สมัครพรรคไทยชนะ ชิง ส.ส.กทม.เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน 

ชูเบอร์ 4 นำโชค  ยึด “ธรรมาภิบาล” สู้ศึกเลือกตั้ง

     เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 หัวหน้าพรรคไทยชนะนำคณะผู้บริหาร ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต พร้อมจับหมายเลขเลือกตั้งในหลายพื้นที่ กทม.“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” ผู้สมัครชิงส.ส.กทม. เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน ได้เบอร์ 4 นำโชค  และการเลือกพรรค (Party List) ได้ เบอร์ 17 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและความเชื่อมั่นว่าจะสามารถคว้าที่นั่งในสภาได้อย่างแน่นอน

     พรรคไทยชนะ นำโดย นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนาสาร เลขาธิการพรรค, นายโกศล หกสุวรรณ และนายชนะศึก ศรีนุ่นวิเชียร รองหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ร่วมกันส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคไทยชนะ พร้อมเข้ารับการจับหมายเลขผู้สมัคร ผลการจับหมายเลขผู้สมัครของพรรคไทยชนะ มีดังนี้ พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 31 ทวีวัฒนา–ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ได้หมายเลข 4 , นายเสน่ห์ ศิลปเจริญ ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 18 หนองจอก กรุงเทพมหานคร ได้หมายเลข 2 ,นายณัฐกิตติ์ ฉัตรภรณ์ลักษมี ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 1 จังหวัดพิษณุโลก ได้หมายเลข 1 

     นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้า พรรคไทยชนะกล่าวว่า วันนี้พรรคไทยชนะ พรรคการเมืองของประชาชน พวกเรามาสมัครสส.ในเขตเลือกตั้ง ปรากฏว่าเขตตลิ่งชันได้หมายเลข 4 เขตหนองจอก ได้หมายเลข 2 และที่ต่างจังหวัดอีกแห่งหนึ่ง ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก ได้หมายเลข 1

“พวกเราทุกคนเป็นพรรคการเมือง มุ่งเน้นเรื่องของธรรมาภิบาล อยากให้บ้านเมืองของเราเป็นการเมืองที่ใสสะอาด ทำงานเพื่อส่วนรวมของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยพรรคมีแนวคิดที่ต้องการ ปลดหนี้สินของคนไทยทั้งประเทศ คนที่ติดเครดิตบูโร คนที่เป็นหนี้สินไม่เกิน 200,000 บาท มีไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน เราอยากให้คนไทยลืมตาอ้าปากได้ นั่นคือสิ่งที่พรรคอยากจะทำ  

     นอกนี้เราอยากเห็นกรุงเทพมหานคร มี Wi-Fi ในทุกชุมชน และต้องเป็น Wi-Fi ที่ฟรี ผู้สูงอายุหลายท่าน ได้นำเสนอกับพรรคไทยชนะว่า ได้เงินค่าผู้สูงอายุ เพียง 600 บาท ต้องมาจ่ายค่า Wi-Fi  550 บาทไม่เหลือเงินเลย ฉะนั้นวันนี้ต้องมี Wi-Fi ฟรีไว้บริการชุมชน  อันนี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะให้เป็นสวัสดิการของพี่น้องคนไทย พี่น้องที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครด้วย”

     อีกทั้งพรรคยังมองถึงเรื่องค่าทางด่วน ที่เราสูญเสียเงิน กระทบกับเศรษฐกิจโดยรวม จากปัญหาการจราจร หากทางด่วนเราสามารถขึ้นได้ฟรี เหมือนอย่างต่างประเทศ ก็จะไม่มีปัญหารถไม่ติด ทางหลวงขึ้นได้ฟรี ขึ้นตรงไหนลงตรงไหนก็ได้ มีทางขึ้นทางลงเยอะๆ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจเมืองไทยเราจะดีขึ้น โดยเฉพาะ เศรษฐกิจของคนกรุงเทพมหานครของเราจะอยู่ดีมีความสุข

“วันนี้ เราส่ง ส.ส. เขตกรุงเทพมหานคร  ก็อยากให้พี่น้องทุกชุมชนคนกรุงเทพมหานคร เลือกพรรค ไทยชนะ ให้โอกาสพรรคไทยชนะ มาทำงานให้บ้านเมือง เป็นพรรคการเมืองของประชาชน เป็นพรรคการเมืองของทุกท่านทุกคน”

     พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” ผู้สมัครเบอร์ 4 เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน พรรคไทยชนะกล่าวว่า วันนี้ ผมได้โอกาส มาสมัครเป็น ส.ส. เขตทวีวัฒนา โดยความอนุเคราะห์ของท่านจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ และคณะกรรมการบริหารพรรคทุกท่านที่ให้การสนับสนุน 

     สำหรับ ในเขตทวีวัฒนา ผมเป็นผู้สมัครเบอร์ 4 ขออาสาเป็นผู้แทนเพื่อพ่อแม่พี่น้องเขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน โดยมุ่งเน้นนโยบาย ส่งเสริมอาชีพพัฒนาชุมชน ปลอดจากอาชญากรรมอย่างเต็มความสามารถ จากประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงานราชการตำรวจ  

“ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาผมได้เข้าไปพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน และต่อจากนี้ผมจะเข้าไปเยี่ยมเยือนพ่อแม่พี่น้องทุกชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหา และขออาสาเป็นตัวแทนแก้ไข และพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องชุมชนให้ดียิ่งขึ้น” 

     ในการส่งผู้สมัครครั้งนี้ พรรคไทยชนะได้ชูนโยบาย ยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเมืองสะอาด เป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง โดยมีนโยบายเด็ดดังนี้

• ยกเลิก เครดิต บูโร ยกเลิกคนค้ำประกันสินเชื่อ ผ่อนปรนยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด ล้มละลาย

• SMEs OTOP GO INTER นวัตกรรมเข้าถึงแหล่งเงินทุนเข้าถึง ตลาดต่างประเทศ

• ออกเอกสารสิทธิ์ ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน

• นโยบายสวัสดิการ แม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยวบุตรเรียนฟรีถึงปริญญาตรี

• โซล่าเซลล์ครัวเรือน คนละครึ่ง

• ปฏิรูปองค์กรตำรวจ ปราบสแกมเมอร์

• คอร์รัปชั่น ยาเสพติด ลดดอกเบี้ย เงินกู้ตำรวจ

• ปลดล็อก กยศ. อาชีวะ

• นโยบายท่องเที่ยว วัฒนธรรม เชิงพุทธ

• นโยบายป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ สร้างถนนพนังกั้นน้ำตลอดแนวชายทะเล

• ทางด่วนฟรีเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร

https://youtube.com/shorts/ugXpddK2D6o?si=jnw1GHSk5g8OZctj

https://youtu.be/jOK6VIM0AZc?si=R9XZhTmr21XvNaHy


วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง 

มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี



     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมมูลค่ากว่า 6.9 แสนบาท พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี ณ บริเวณหอประชุมที่ว่าการอำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี


     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี (จังหวัดที่ 3 ของทางภาคใต้) จำนวน 28 ครัวเรือน มูลค่าทั้งสิ้น 690,450 บาท (หกแสนเก้าหมื่นสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) พร้อมจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการ โดยมี  นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายสงัด พืชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี คณะมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานีเป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี  พร้อมด้วย อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น)และ นายเกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ (ภูมิ) ร่วมในพิธี ณ บริเวณหอประชุมที่ว่าการอำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568


     โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดยกลุ่มเป้าหมายแรก ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลางแล้วจำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือแล้วจำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัด ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และในขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

     ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568

รัตนโกสินทร์จะสิ้นคนดีแล้วหรือ! บทความชวนให้คิด ในมุมมองของ...อัมรินทร์ คอมันตร์

รัตนโกสินทร์จะสิ้นคนดีแล้วหรือ! 

บทความชวนให้คิด 

ในมุมมองของ...อัมรินทร์ คอมันตร์ 
   "ไทยเผชิญวิกฤติภูมิอากาศ ปัจจัยวิกฤติเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ บั่นทอนประเทศ" ข้อความพาดหัวดังกล่าวข้างต้น ไม่รู้ว่าจะตําหนิใคร เลยโทษภูมิอากาศเป็นปัจจัยบั่นทอนประเทศ คิดได้แค่นี้หรือ? มิน่าถึงปล่อยพวกนักการเมืองบางคนกินบ้านกินเมือง เล่นละครการเมืองให้ดูบนความทุกข์ยากของประชาชน
     ต่อมาอีกวัน ก็มีข้อความพาดหัวว่า เสียหาย 5 แสนล้าน ชูพักหนี้ เติมเงินประชาชน รัฐบาลจัดเยียวยา “นํ้าท่วมใต้ ” สิ่งที่รัฐบาลทําคือ การเอาเงินภาษีของประชาชนไปกู้หนี้ยืมสินมาให้ประชาชน แบกภาระหนี้ต่อไปถึงลูกถึงหลาน แทนที่ที่จะปกป้อง ส่งเสริมการทํากินของเขา เตรียมพร้อมในภัยพิบัติ ไม่ให้ประชาชนต้องล้มละลาย เดือดร้อนอย่างที่เกิด จะยังคิดไม่ออกหรือไง?


     ความเป็นจริงแล้วยุคนี้เป็นเรื่องที่คนเราสามารถรับรู้ถึงสภาพวิกฤติของภูมิอากาศได้ล่วงหน้าเสมอ และผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ข้าราชการต่างๆ ย่อมจะรับรู้ได้ หาทางป้องกันร่วมกันกับประชาชน ร่วมกันปกป้องไม่ให้ภัยพิบัติเกิดขึ้น สร้างความเสียหาย นํ้าท่วม ภัยแร้ง แก่ประชาชนได้น้อยที่สุด เช่น การไม่สร้างถนนปิดทางนํ้าหมด เพื่อประโยชน์ของนายทุนบางจําพวก มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า การบริหารจัดการอย่างมีการวางแบบแผนไว้ล่วงหน้า รวมทั้งการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องวิบัติทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้ที่ควรได้รับการตําหนิมากที่สุดคือ พวกคณะรัฐบาลนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น  ที่มุ่งแต่ประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกเป็นส่วนใหญ่ และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิ ภาพของการบริหารจัดการประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
     วิกฤติภูมิอากาศพอที่จะบรรเทาได้ แต่วิกฤติความชั่วช้าของนักการเมืองและผู้บริหารประเทศบางคนมันยากที่จะแก้ไข รวมทั้งข้าราชการบางคนที่ไร้ประสิทธิภาพ คนเลวๆเหล่านี้จะไม่ยอมรับผิดชอบ อย่างดีก็กล่าวขอโทษต่อประชาชน มันคือคําพูดลมๆ แล้งๆ พอให้ประชาชนได้ยิน แต่ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบปัญหา โดยรัฐบาลอัดเยียวยานํ้าท่วมภาคใต้ ฯลฯ เพื่อการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
       การยุบสภาเร็วๆ นี้ และจัดการเลือกตั้งใหม่นั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนค่นแค้นของประชาขนเลย พวกนักการเมืองตระบัดสัตย์ก็จะกลับเข้ามาอีก การใช้เงินซื้อเสียงจะเกิดขึ้นอีก การเรียกร้องแม้กระทั่ง MOU ที่ตัองยกเลิกเพราะพวกที่ไปทําไว้มันหวังเอาประโยชน์ของชาติไปแลกกับผลประโยชน์ของพวกมันเอง
      ทุกวันนี้มันก็ยังมีพรรคพวกอยู่ในคณะรัฐบาล แล้วคนในรัฐบาลก่อนเป็นใหญ่ว่าจะเลิก แต่ก็ตระบัตสัตย์ มิหนําซํ้ายังมีนิติการบริการชั่วๆ ให้ประชาชนลงมติจะเลิกหรือไม่ มันโยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชนอีก ทั้งๆ ที่ตอนทํา MOU มันใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ไม่ผ่านสภา ไม่ผ่านสถาบันตามรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ต้องเสียแผ่นดินผลประโยชน์ของชาติ ประชาธิปไตยบนพื้นฐานของการโกหก ตลบแตลง ตระบัตสัตย์ ขายชาติขายแผ่นดิน มีโทษตามกฎหมายอาญา ม. 191 จําคุกถึงประหารชีวิต คงดําเนินต่อไป รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเกือบทั้งหมด สร้างความวิบัติให้ประเทศชาติ ประชาชน มาโดยตลอด รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารแรกๆ ก็ดูจะดีลงท้ายก็แย่ ที่ดีๆ สร้างผลงานไว้มากมายแต่ไปมัวแต่จับจ้องจับผิดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อใดที่นักการเมืองมีความซื่อสัตย์ไม่ซื้อเสียง ทํางานเพื่อประโยชน์ขอประชาชนและความมั่นคงด้วยความซื่อสัตย์ เมื่อนั้นประเทศไทยจึงพร้อมที่จะมีการเลือกตั้ง มีผู้กํากับการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ ถ้ายังไม่พร้อมก็เรียกร้องให้ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ รักชาติรักประชาชนและสถาบันเถอะ อย่าเอาพวกกระล่อน ตระบัติสัตย์ เข้ามาบริหารประเทศอีกเลย ให้ไปเปิดร้านขายข้าวผัดและกาแฟดีกว่า
"รัตนโกสินทร์จะสิ้นคนดีแล้วหรือ!"....
บทความของ อัมรินทร์ คอมันตร์" เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568

***ขอขอบคุณ ภาพ...Nation online

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งลงพื้นที่ให้กำลังใจ พร้อมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งลงพื้นที่ให้กำลังใจ พร้อมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค

ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย

ในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายธฤต โอภาสวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย และแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมัน น้ำปลา และขนม ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี  รวมจำนวน 500 ชุด ๆ ละ 450 บาท รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 225,000 บาท (สองแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  โดยมี นายชาติชาตรี ธรรมโหร ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร ร่วมในพิธี พร้อมด้วย ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568


     เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และโรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะประสานหน่วยงานในพื้นที่พิจารณาดำเนินการฟื้นฟูหลังน้ำลดเป็นต่อไป

     นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแล้วทั้งสิ้น 16 จังหวัด รวมงบประมาณการช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 24.6 ล้านบาท


     ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้านต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

"สารวัตรแรมโบ้” รับรางวัล “๑ ปณิธานความดี เทิดไท้พระภูมีนนวมินทรา” ผู้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

"สารวัตรแรมโบ้” รับรางวัล “๑ ปณิธานความดี เทิดไท้พระภูมีนนวมินทรา” ผู้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ” จากอดีตนายกฯ ชวน
ลั่นจะทำงานรับใช้สังคม เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป


     พ.ต.อ. สุรเดช เจษฎาเดช หรือที่ใครๆ รู้จักกันในนาม “สารวัตรแรมโบ้”  ประธานประธานมูลนิธิป้องกันต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติดแห่งประเทศไทย ได้เข้ารับมอบรางวัล “๑ ปณิธานความดี เทิดไท้พระภูมีนนวมินทรา” รางวัลอันทรงเกียรติสาขาผู้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ หนึ่งในโครงการ “นวราช เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ สร้างสรรค์พัฒนาสังคมดีเด่น ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิคุ้มเกล้าเยาวชนคนสร้างชาติ จากนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี คนที่ 20 และอดีตประธานรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568


      พ.ต.อ. สุรเดช เจษฎาเดช หรือ “สารวัตรแรมโบ้”  ประธานประธานมูลนิธิป้องกันต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติดแห่งประเทศไทย เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะตำรวจมือปราบน้ำดี มือขาวใสสะอาด เน้น "คุณธรรมความถูกต้อง ยุติธรรม" เป็นหลักการ เป็นอดีตตำรวจกองปราบขาลุุยผู้โด่งดังในอดีต กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ที่ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ พร้อมชน ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
      "สารวัตรแรมโบ้" มักลุยบุกจับกุมผู้ต้องหาสำคัญในคดีต่างๆ มากมายแบบไม่สนหน้าหน้าอินทร์หน้าพรหม  บางครั้งก็บุกเดี่ยวหรือมีลูกน้องคู่ใจเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จนได้รับฉายาว่า “สารวัตรแรมโบ้” เขาคือสายเลือดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง



      ปัจจุบันดำเนินชีวิตตามรอยพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เป็นประธานมูลนิธิป้องกันต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติดแห่งประเทศไทย และทำงานรับใช้สังคม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป
       "สารวัตรแรมโบ้" กล่าวหลังได้รับรางวัลว่ารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับรางวัล “๑ ปณิธานความดี เทิดไท้พระภูมีนนวมินทรา” สาขา เกียรติคุณผู้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ และขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลนี้ทุกคน นับว่าเป็นกำลังใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำความดี ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ
      ตนตั้งปฎิธานไว้ว่า "ตนจะทำความดี มีคุณธรรม รับใช้สังคม สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง สุดความสามารถ เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคมต่อไป







วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ชวนเที่ยวงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” 28–30 พ.ย. 2568 ที่ เมืองทองธานี

ชวนเที่ยวงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง”

28–30 พ.ย. 2568 ที่ เมืองทองธานี

ลอง ชิม ช้อป ชม ค้นหา กับ 55 จุดหมายเมืองรอง

     กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) จัดงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” โดย นายชัย อรุณสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้ นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ รองประธานตลาดในประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธานโครงการจัดงาน

     นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ รองประธานตลาดในประเทศ สทท. ประธานโครงการฯ กล่าวว่า งาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” เป็นการเปิด 55 เมืองรองทั่วไทยที่น่าสัมผัส น่าค้นหาจากภาคเหนือจรดภาคใต้ พร้อมนำเสนอเสน่ห์ท้องถิ่นแบบที่ต้อง “ลอง ชิม ช้อป ชม ค้นหา” มาครบจบในที่เดียว 

- ภาคเหนือ : เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่, ลำปาง, ลำพูน, ตาก, อุตรดิตถ์, แม่ฮ่องสอน, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, นครสวรรค์, พิจิตร, พิษณุโลก, กำแพงเพชร และอุทัยธานี

- ภาคกลาง : จังหวัดชัยนาท, ลพบุรี, สมุทรสงคราม, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, ราชบุรี และอ่างทอง

- ภาคอีสาน : จังหวัดกาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, นครพนม, บุรีรัมย์, บึงกาฬ, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สุรินทร์, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อำนาจเจริญ, อุดรธานี, อุบลราชธานี และเลย

- ภาคตะวันออก : จังหวัดจันทบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, นครนายก และสระแก้ว

- ภาคใต้ : จังหวัดชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ระนอง, สตูล และยะลา

      มาวางแผนเที่ยว–ช้อป–รับสิทธิ์ลดหย่อยภาษีกันได้เลย ในงาน "เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง" วันที่ 28–30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ  เมืองทองธานี ฮอลล์ 11–12

#เทศกาลเมืองต้องรอง #HiddenGemsThailand 


จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซ...